ม.หอการค้าไทย ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา เพิ่มแรงกดดันรัฐบาลทรัมป์ ปรับนโยบายสงคราม เปิดทางเจรจาสันติภาพ กดราคาน้ำมันลดเหลือ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดันเศรษฐกิจโลกฟื้น
KEY POINTS
- ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ หากพรรคเดโมแครตชนะและครองเสียงข้างมากในสภา
- หากเดโมแครตคุมสภาได้ อาจกดดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาเจรจาสันติภาพมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- ต้องจับตานโยบายสงครามการค้าและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง
- ผลการเลือกตั้งและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไป จะส่งผลโดยตรงต่อการเจรจาด้านภาษีและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางการบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความสามารถในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล หากพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นฝ่ายค้านสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้
กรณีที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทรัมป์ และอาจสะท้อนความกังวลของประชาชนต่อผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมา
โดยเฉพาะประเด็นค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องทบทวนหรือปรับทิศทางการดำเนินนโยบายมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ทิศทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสงคราม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันราคาพลังงานและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
"ผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมยังขึ้นอยู่กับสัดส่วนเสียงของแต่ละพรรคในสภาคองเกรส รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งว่าจะปรับเปลี่ยนไปในทิศทางใด"นายธนวรรธน์ กล่าว
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา อาจทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการผลักดันงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสงคราม และเพิ่มแรงกดดันให้หันมาใช้แนวทางการเจรจาเพื่อสันติภาพมากขึ้น
เมื่อความขัดแย้งคลี่คลาย มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาอยู่ในกรอบ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามทิศทาง สงครามการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่มีต่อจีนและประเทศคู่ค้า หากรัฐบาลทรัมป์ปรับนโยบายไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า จะเปิดทางให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความคืบหน้ามากขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งกลางเทอมและทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีความสำคัญโดยตรงต่อการเจรจาด้านภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการรักษาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
“การเลือกตั้งกลางเทอมจึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่อการเมืองภายในสหรัฐฯ แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อ นโยบายเศรษฐกิจ การค้า สงครามและราคาพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะต่อไป”นายนวรรธน์ กล่าว





