สมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ จี้ “ศุภจี” เร่งประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ด่วนรอบ 3 หลังเอลนีโญซัดผลผลิตข้าวโพดออกช้า ซัพพลายตึงตัว วอนเคาะมาตรการนำเข้าปี2570 ป้องกันต้นทุนพุ่ง
KEY POINTS
- 20 สมาคมด้านปศุสัตว์และสัตว์น้ำเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประชุมเพื่อกำหนดนโยบายนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับปี 2570
- ผลผลิตข้าวโพดในประเทศได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ (ซูเปอร์เอลนีโญ) ทำให้ปริมาณไม่เพียงพอและราคาพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนผู้ผลิตอาหารสัตว์
- ภาคเอกชนเสนอให้
รายงานข่าวสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2569 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ฯ มีหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ขอให้พิจารณาเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ซึ่งสมาพันธ์ได้เคยทำหนังสือผลักดันเรื่องนี้มาแล้วถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 ส.ค. และ 9 ต.ค. 2569 เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน แต่ไร้เสียงตอบรับ
โดยสาเหตุที่เร่งรัดให้มีการจัดประชุมพิจารณาโดยเร็ว มาจากสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญรุนแรง เกิดอุทกภัยและพายุฝนที่ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า ผลผลิตข้าวโพดเสียหายในบางพื้นที่ ทำให้ซัพพลายในตลาดตึงตัวและราคาเริ่มขยับขึ้นจนสูงกว่าประกาศกระทรวงพาณิชย์กำหนด 9.80 บาท/กก. ถึงเกือบ 2 บาท/กก. ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนต่อผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์
ขณะที่ภาพรวมวัตถุดิบนำเข้าปี 2569 มีแนวโน้มลดลง 15-20% เช่น การนำเข้าตามโควตาภาษี 0% จากสหรัฐอเมริกา มีการนำเข้าจริงเพียง 150,000 ตัน จากปริมาณอนุมัติรวม 570,000 ตัน เนื่องจากราคาข้าวโพดนำเข้าปรับสูงขึ้นเกิน 10.50 บาท หลังจากรัฐบาลจัดสรรโควตานำเข้าเสร็จช่วงเดือนกรกฎาคม ทำให้มีเวลาสั่งซื้อไม่มาก
นายพรศิลป์ เลขาธิการสมาพันธ์ฯ กล่าวว่า ความล่าช้าในการพิจารณานโยบายนำเข้าวัตถุดิบปี 2570 ที่ลากยาวมา 3 เดือน ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนนำเข้าได้ ผลคือโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องซื้อวัตถุดิบราคาสูงและกังวลต่อคุณภาพวัตถุดิบข้าวโพดที่ส่งเข้าโรงงานยังมีคุณภาพต่ำลง จึงขอให้นบขพ. เร่งพิจารณามาตรการให้มีความชัดเจนโดยเร็ว และผ่อนปรนมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนจัดหาวัตถุดิบได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลน และป้องกันไม่ให้ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศ
สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ นบขพ. พิจารณากำหนดนโยบายการนำเข้าล่วงหน้า เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ WTO ปี 2570, การขยายช่วงเวลาการใช้สิทธิ์สะสมปริมาณข้าวโพดเพื่อใช้ประกอบการนำเข้าจากสิ้นปีเป็นเดือนมิถุนายนของปีถัดไป รวมถึงการผ่อนปรนอัตราส่วนการนำเข้าข้าวโพด WTO และข้าวสาลีจาก 3 : 1 เป็น 2 : 1 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - สิงหาคม 2570 เป็นการชั่วคราว
ส่วนวัตถุดิบทดแทนภายในประเทศไม่มีให้ใช้ ทั้งในส่วนของมันสำปะหลังเส้นที่ขาดแคลนอย่างหนัก และปลายข้าวที่ปริมาณลดลงจากการส่งออกข้าวลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับผลพวงจากนโยบายรัฐบาลที่กำหนดการนำเข้าข้าวสาลีและข้าวโพด WTO ภายใต้มาตรการ 3 : 1 เป็นความตั้งใจที่จะทำให้อุปทานวัตถุดิบขาด แม้จะได้รับคำอธิบายแล้วว่าในเชิงโภชนาการมันเส้นและปลายข้าวไม่สามารถทดแทนข้าวโพดที่ขาดได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลก็ยังคงกำหนดมาตรการเช่นเดิมเพื่อให้หันไปใช้วัตถุดิบในประเทศ และปีไหนไม่มีของข้างในให้ใช้จะต้องพิจารณาผ่อนปรนมาตรการทันที แต่กลับไม่มีการประชุมพิจารณาใด ๆ กรณีการเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาขาดแคลน เพราะจำนวนนำเข้าถูกจำกัด บนมาตรการ 3 : 1 จึงเป็นเพียงทางเลือกนำเข้าแทนข้าวสาลีบนจำนวนนำเข้าเช่นเดิม
ทั้งนี้ สมาพันธ์ฯ ประกอบด้วย 20 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมกุ้งไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมไทยวากิว กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูป สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้
สถานการณ์ที่ยืดเยื้อนี้สะท้อนเสียงจากภาคเอกชนที่ต้องการความชัดเจนในการบริหารจัดการนโยบาย หากรัฐบาลและ นบขพ. ยังคงล่าช้า อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนอาหารสัตว์ ห่วงโซ่อุปทาน และราคาอาหารในท้ายที่สุด





