Shopee-TikTok Shop-Lazada ลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ 6 เดือน หวังลดภาระผู้ขาย 1,930 ล้านบาท หลังพาณิชย์กดดันแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมพุ่ง โจทย์ใหญ่จากนี้ 6 เดือน รัฐ ต้องวางกติกาใหม่ สร้างความโปร่งใสและการแข่งขันเป็นธรรม ก่อนมาตรการชั่วคราวสิ้นสุด
KEY POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหญ่ (Shopee, TikTok Shop, Lazada) ลดค่าธรรมเนียมการขาย (GP) เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
- มาตรการลดค่า GP เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยให้แพลตฟอร์มกลับไปใช้อัตราอ้างอิง ณ วันที่ 1 ม.ค. 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 69 ถึง 31 พ.ค. 70
- การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเพียง "ยาแก้ปวด" หรือการ "ซื้อเวลา" เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหลังสิ้นสุดมาตรการ
- โจทย์ใหญ่ของภาครัฐคือการใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลและวางกติกาควบคุมแพลตฟอร์มในระยะยาว เช่น การทบทวนร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรม
หลายปีที่ผ่านมา "ปัญหาค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล"กลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องแบกรับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอำนาจต่อรองจำกัด ขณะที่ค่าธรรมเนียมและค่าบริการของแพลตฟอร์มมีการปรับเปลี่ยนเป็นระยะ ทำให้ผู้ขายต้องบริหารต้นทุนอย่างใกล้ชิด และบางรายต้องปรับราคาสินค้าหรือยอมลดกำไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ล่าสุด วันที่ 28 ต.ค. 2569 กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ "Shopee, TikTok Shop และ Lazada" ให้ลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือค่า GP โดยทั้ง 3 ยักษ์ใหญ่ยอมปรับลด “ค่า GP ” กลับไปใช้อัตราอ้างอิง ณ วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2569 ถึง 31 พ.ค. 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ขายรวมประมาณ 1,930 ล้านบาท
มาตรการดังกล่าวถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับผู้ประกอบการ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนคำถามสำคัญว่า หลัง 31 พ.ค. 2570 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เพราะการลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นมาตรการที่มีกรอบเวลาชัดเจน และครอบคลุมเฉพาะค่าธรรมเนียมภาคบังคับ ไม่ได้หมายรวมค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายประเภทอื่น ขณะที่อัตราที่ผู้ขายแต่ละรายต้องจ่ายยังแตกต่างกันตามประเภทของร้านค้า หมวดสินค้า และเงื่อนไขการให้บริการของแต่ละแพลตฟอร์ม
รายละเอียดอัตราที่มีการปรับลดสะท้อนความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์ม โดย Shopee ปรับจากประมาณ 8.03–19.26% เหลือ 8.03–13.91% ขณะที่ TikTok Shop ปรับจาก 13.38–21.94% เหลือ 11.24–17.66% และ Lazada ปรับจาก 9.00–17.50% เหลือ 7.50–11.60%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นช่วงอัตราค่าธรรมเนียม และอัตราที่ผู้ขายแต่ละรายต้องจ่ายจริงขึ้นอยู่กับประเภทของร้านค้าและหมวดสินค้า รวมถึงเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพิจารณาต้นทุนรวม ไม่ใช่เฉพาะอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับเพียงรายการเดียว
มาตรการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการหลายกลุ่ม ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ให้บริการที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมและค่าส่วนแบ่งการขาย หรือ GP ซึ่งผู้ประกอบการมองว่าเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกระทบต่อรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีต้นทุนและเงินทุนหมุนเวียนจำกัด
จากข้อมูลพบว่า ในส่วนของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า
- Shopee มีการปรับขึ้นรวม 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2565 คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าธรรมเนียมสะสมในบางรายการสูงถึง 433%
- Lazada มีการปรับขึ้น 7 ครั้ง คิดเป็น 367%
- TikTok Shop ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ส่วนธุรกิจ Ride-Hailing แพลตฟอร์มรายใหญ่มีการปรับค่า GP หลายครั้งในช่วงเดือน เม.ย.-ส.ค. 2569 โดยประเด็นดังกล่าวอยู่ในการติดตามของหน่วยงานกำกับดูแลเช่นกัน
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การปรับค่าธรรมเนียมการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ส่งผลต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจมีข้อจำกัดในการปรับตัวทั้งด้านต้นทุนและการบริหารจัดการร้านค้า จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ควบคู่กับการวางมาตรการในระยะยาว โดยคิวต่อไปจะเข้าไปดูแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่
ด้านคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่าส่วนแบ่งการขายของแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่
ทั้งนี้มีการระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่าส่วนแบ่งการขาย (ค่า GP) เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินมาตรการ 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ส.ค.2569 ถึง ก.พ.2570 พร้อมให้แพลตฟอร์มส่งข้อมูลโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้สำนักงาน กขค. พิจารณา
ภาพรวมของมาตรการจึงเป็นการใช้ทั้งกลไกกำกับดูแลและการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยไม่ได้มีเป้าหมายให้แพลตฟอร์มยุติการทำกำไร แต่ต้องการให้การกำหนดค่าธรรมเนียมอยู่บนพื้นฐานที่ผู้ประกอบการสามารถรับภาระได้ และมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ
“พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้ต้องการให้แพลตฟอร์มงดการทำกำไร แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนทางธุรกิจได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจและต้นทุนพลังงาน
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การลดค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียว แต่คือการใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้สร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ล่วงหน้า
หากหลังสิ้นสุดมาตรการแล้วแพลตฟอร์มสามารถปรับค่าธรรมเนียมขึ้นได้อีกโดยที่ผู้ประกอบการไม่สามารถประเมินต้นทุนหรือเปรียบเทียบเงื่อนไขระหว่างแพลตฟอร์มได้ ปัญหาเดิมก็มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง
“พูนพงษ์” ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลานี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับ และผู้บริโภค เพื่อนำไปประกอบการทบทวนร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล
ขณะที่ "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการแข่งขันทางการค้า ความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม การคุ้มครองผู้บริโภค
รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรม เนื่องจากแต่ละประเด็นเชื่อมโยงกันและเกี่ยวข้องกับกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของหลายหน่วยงาน
กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทบทวนกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ รวมถึงนำร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ Platform Economy Act กลับมาพิจารณา เพื่อวางโครงสร้างและกติกาที่เหมาะสมในระยะยาว
ทางออกของปัญหาค่า GP จึงไม่ควรอยู่ที่การกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนของแพลตฟอร์มมีหลายองค์ประกอบ และการกำกับที่เข้มเกินไปอาจกระทบต่อการลงทุน การพัฒนาบริการ และนวัตกรรมได้
สิ่งที่จำเป็นกว่าคือการสร้าง “กติกาที่โปร่งใส สร้างการแข่งขันที่ตรวจสอบได้” เพื่อไม่ให้ปัญหาเดิมกลับมาอีกครั้ง แต่จะกลายเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้





