"ศุลกากร" นำระบบถ่ายลำอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Transshipment มาใช้แทนระบบเอกสารแบบเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติและตรวจปล่อยสินค้าถ่ายลำได้เร็วขึ้นถึง 85.81% จากเดิมเฉลี่ย 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน
เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ภูมิภาค
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ยกระดับระบบสำหรับจัดทำและบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้าแบบถ่ายลำมาสู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Transshipment
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านจากพิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้เอกสารมาสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ ส่งผลให้ปริมาณใบขนสินค้าถ่ายลำเพิ่มขึ้น 44.87% จากเดิม 439 ฉบับ เพิ่มขึ้นเป็น 636 ฉบับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน
ที่สำคัญคือ สามารถลดระยะเวลาเฉลี่ยในการตรวจปล่อยสินค้าถ่ายลำได้เร็วขึ้นถึง 85.81% โดยลดลงจากเดิมที่ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน ช่วยลดต้นทุนและข้อจำกัดทางธุรกิจของผู้ประกอบการได้อย่างมีนัยสำคัญ
นายพันธ์ทอง กล่าวต่อไปว่า การถ่ายลำต่างจากการนำผ่านตรงที่ การถ่ายลำต้องมีการขนย้ายตู้สินค้าจากยานพาหนะหนึ่งไปยังอีกยานพาหนะหนึ่ง เช่น จากเรือลำหนึ่งไปยังเรืออีกลำหนึ่งภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง หรือการเปลี่ยนเที่ยวบิน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยตู้สินค้าไม่ได้ถูกนำเข้ามาในประเทศ
ในขณะที่ การนำผ่านเป็นการขนส่งสินค้าที่เข้ามาทางท่าเรือแล้วเคลื่อนย้ายผ่านผืนแผ่นดินไทยเพื่อไปยังด่านชายแดนออกสู่ประเทศที่สาม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการตกหล่นระหว่างทาง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลและขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
สำหรับการพัฒนาระบบถ่ายลำทางเรือโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อขจัดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรได้ใช้ระบบบริหารความเสี่ยง ในการคัดกรองสินค้าถ่ายลำที่มีความเสี่ยงสูงอย่างชัดแจ้ง เช่น ยาเสพติด เพื่อเข้าทำการตรวจค้นเฉพาะจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่สร้างภาระหรือความล่าช้าให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของการค้าสากล





