วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'อินโดนีเซีย'คุมนำเข้าน้ำตาล จับตาโควตาปี 2570 เปิดช่องไทยรักษาตลาด

"อินโดนีเซีย"ประกาศกฎคุมสินค้าห้ามนำเข้า รวม “น้ำตาล” แต่ยังมีช่องทางนำเข้าน้ำตาลดิบเพื่อแปรรูปภายใต้ใบอนุญาต ขณะที่อุตสาหกรรมหวั่นวัตถุดิบไม่พอช่วงต้นปี 2570 เปิดโอกาสไทยรักษาตลาดส่งออก

KEY POINTS

  • อินโดนีเซียประกาศควบคุมการนำเข้าน้ำตาล แต่ยังอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมภายใต้ระบบโควตาและการอนุญาต
  • ภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลอินโดนีเซียกังวลต่อภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในช่วงต้นปี 2570 และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดโควตานำเข้า
  • สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสให้ไทยส่งออกน้ำตาลดิบได้เพิ่มขึ้น หากรัฐบาลอินโดนีเซียอนุมัติการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ
  • ผู้ส่งออกไทยต้องติดตามนโยบายโควตานำเข้าของอินโดนีเซียปี 2570 อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมส่งออกและรักษาโอกาสทางการค้า

"อินโดนีเซีย"เดินหน้าควบคุมการนำเข้าสินค้าตามกฎกระทรวงการค้า (Permendag) ฉบับที่ 47/2025 ว่าด้วยสินค้าที่ห้ามนำเข้า ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยกำหนดสินค้าห้ามนำเข้า 12 กลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ “น้ำตาล”

อย่างไรก็ตาม การกำหนดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าน้ำตาลดิบเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปจะสิ้นสุดลงทั้งหมด เนื่องจากยังอยู่ภายใต้กรอบกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ตาม Permendag ฉบับที่ 18/2025 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 31/2025 และต้องได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขที่กำหนด

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อไทย เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของน้ำตาลไทย โดยเฉพาะน้ำตาลดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ ทั้งนี้ กฎของอินโดนีเซียกำหนดให้น้ำตาลดิบที่นำเข้าใช้เป็นวัตถุดิบของโรงงานกลั่นเพื่อผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และการนำเข้าต้องอยู่ภายใต้การจัดสรรปริมาณและการอนุมัติของรัฐบาลอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ในปี 2568 ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล มีปริมาณการส่งออกประมาณ 5.5 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2,600 ล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกน้ำตาลไปอินโดนีเซียประมาณ 715 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 27% ของมูลค่าการส่งออกน้ำตาลทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ กัมพูชา เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์

 

ดังนั้น หากอินโดนีเซียลดหรือชะลอการนำเข้าน้ำตาลลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ย่อมเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม เพราะอาจกระทบทั้งปริมาณการส่งออกและภาวะตลาดน้ำตาลในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับนโยบายการจัดสรรโควตาและการอนุมัติใบอนุญาตนำเข้าของอินโดนีเซียในแต่ละปี ไม่สามารถสรุปได้ว่าการประกาศสินค้าห้ามนำเข้าจะทำให้การส่งออกน้ำตาลดิบจากไทยไปอินโดนีเซียหยุดลงทั้งหมด

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  รายงานว่า ภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลของอินโดนีเซียแสดงความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (GKR) ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเภสัชกรรมในช่วงต้นปี 2570

นายสุปรียาดี ประธานสมาคมน้ำตาลทรายบริสุทธิ์แห่งอินโดนีเซีย (AGRI) เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดโควตานำเข้าน้ำตาลดิบ (GKM) และออกใบอนุญาตนำเข้าสำหรับปี 2570 เพื่อให้โรงงานสามารถจัดหาวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลที่รายงานโดย AGRI ระบุว่า ในปี 2569 รัฐบาลอินโดนีเซียจัดสรรโควตานำเข้าน้ำตาลดิบให้แก่อุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ประมาณ 3.06 ล้านตัน แต่ ณ สิ้นเดือน ก.ย. ยังมีโควตาที่ไม่ได้ใช้ประมาณ 945,417 ตัน ขณะที่สต็อกน้ำตาลทรายบริสุทธิ์อยู่ที่ประมาณ 134,072 ตัน

หากพิจารณาจากปริมาณการผลิตและการกระจายสินค้า วัตถุดิบน้ำตาลดิบที่เหลืออยู่อาจลดลงอย่างมากหรือหมดลงในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2569 ส่งผลให้โรงงานบางแห่งอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านวัตถุดิบในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2570

 

ด้วยเหตุนี้ AGRI จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำ “ดุลยภาพสินค้าโภคภัณฑ์” รวมถึงประเมินความต้องการใช้น้ำตาลดิบของภาคอุตสาหกรรม และดำเนินการออกใบอนุญาตนำเข้าสำหรับปี 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนจัดหาวัตถุดิบได้ล่วงหน้า

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ระยะเวลาการจัดซื้อและขนส่งน้ำตาลดิบจากประเทศผู้ส่งออกมายังอินโดนีเซีย ซึ่งตามข้อมูลของ AGRI โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงสินค้าถึงปลายทาง

ดังนั้น หากการจัดสรรโควตาหรือการออกใบอนุญาตนำเข้าปี 2570 ล่าช้า อาจทำให้โรงงานต้องเผชิญข้อจำกัดด้านระยะเวลาการจัดหาวัตถุดิบ โดยเฉพาะหากสต็อกภายในประเทศลดลงใกล้ระดับต่ำสุดก่อนที่สินค้านำเข้าจะเดินทางมาถึง

สำหรับไทย ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ในเวลาเดียวกัน เพราะแม้อินโดนีเซียจะมีนโยบายเพิ่มการพึ่งพาผลผลิตน้ำตาลภายในประเทศ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอกับกำลังการผลิตในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศยังมีข้อจำกัด

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา มองว่า หากอินโดนีเซียประสบปัญหาสต็อกน้ำตาลดิบตึงตัวในช่วงต้นปี 2570 ความต้องการนำเข้าจากประเทศผู้ส่งออก ซึ่งรวมถึงไทย อาจเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียมีการจัดสรรโควตาและอนุมัติใบอนุญาตนำเข้าเพิ่มเติมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซียเป็นสำคัญ เนื่องจากการมีความต้องการใช้วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเพิ่มโควตาหรืออนุมัติการนำเข้าโดยอัตโนมัติ ขณะที่กฎระเบียบของอินโดนีเซียกำหนดให้การนำเข้าน้ำตาลอยู่ภายใต้ระบบการบริหารจัดการสินค้าและการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ประกอบการไทย สิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือ การติดตามการจัดทำดุลยภาพน้ำตาลและการกำหนดโควตานำเข้าของอินโดนีเซียสำหรับปี 2570 อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานกับผู้นำเข้า โรงงานกลั่น และภาคอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย เพื่อประเมินความต้องการน้ำตาลดิบและเงื่อนไขการนำเข้าให้ชัดเจนก่อนวางแผนส่งออก

ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกไทยควรเตรียมความพร้อมด้านปริมาณสินค้าและแผนการขนส่ง เนื่องจากระยะเวลาขนส่งทางเรือจากประเทศผู้ส่งออกมายังอินโดนีเซียอาจใช้เวลาราว 1-2 เดือน การวางแผนล่วงหน้าจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ซื้ออินโดนีเซียอาจเร่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตในต้นปี 2570

ในภาพรวม การประกาศ Permendag 47/2025 จึงควรพิจารณาควบคู่กับกฎระเบียบด้านการนำเข้าน้ำตาลฉบับอื่น ไม่ควรตีความว่าเป็นการปิดตลาดน้ำตาลอินโดนีเซียทั้งหมด เพราะกฎด้านการนำเข้าที่เกี่ยวข้องยังเปิดช่องให้มีการนำเข้าน้ำตาลดิบภายใต้เงื่อนไขและการอนุมัติของรัฐบาล

สำหรับไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิม แต่คือการติดตามนโยบายโควตาและใบอนุญาตนำเข้าของอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของโรงงานแปรรูปได้ทันเวลา หากตลาดอินโดนีเซียยังมีความต้องการวัตถุดิบเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2570 ก็อาจเป็นช่องทางให้ผู้ส่งออกน้ำตาลดิบไทยรักษาและต่อยอดโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญแห่งนี้ได้