วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘TDRI’ เตือนแรงงานไทย 2 ล้านเสี่ยง AI แย่งงาน เปิดฉากทัศน์ว่างงานแตะ 3.6% ค่าจ้างลด 1%  

“TDRI” เตือนแรงงานไทย 2.2 ล้านคน ใน 50 กลุ่มอาชีพ เสี่ยงถูก AI แย่งงาน ชี้ความเสี่ยงสูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน พร้อมชี้ฉากทัศน์รุนแรงที่สุดอาจดันอัตราการว่างงานพุ่ง 3.66%

KEY POINTS

  • “TDRI” เตือนแรงงานไทย 2.2 ล้านคน ใน 50 กลุ่มอาชีพ เสี่ยงถูก AI แย่งงาน
  • ชี้ความเสี่ยงสูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน พร้อมชี้ฉากทัศน์รุนแรงที่สุดอาจดันอัตราการว่างงานพุ่งสูงถึง 3.66% จากปัจจุบันไม่ถึง 1%
  • และทำให้อัตราค่าจ้างรวมลดลงได้ถึง 1% หวั่นกระทบเสถียรภาพระบบประกันสังคมและการจัดเก็บภาษีของรัฐหากไร้มาตรการรับมือที่เหมาะสม
  • แนะรัฐเร่งอุดหนุนเอกชนสร้าง “Good Jobs” เพื่อรับมือวิกฤตในอนาคต

ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในหัวข้อ “เอไอกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของคนไทย” ในงานสัมมนา TDRI Annual Public Conference 2026 เมื่อเร็วๆนี้ว่าล่าสุดจากการสำรวจประกาศรับสมัครงานออนไลน์

โดยเปรียบเทียบไตรมาส 2 ปี 2567 และไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่าแม้ภาพรวมประกาศงานจะเติบโตเพียง 6% แต่ประกาศที่ระบุความต้องการทักษะ AI กลับเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 4 เท่า โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะสายงานไอที แต่กระจายไปยังกลุ่มงานธุรการ งานการเงิน และงานบริหารจัดการอย่างชัดเจน

ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่ามีการใช้เอไอ เข้ามาทดแทนงานบางส่วนแล้ว ซึ่งกลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เสมียนสำนักงาน พนักงานคีย์ข้อมูล นักบัญชี นักแปล นักการตลาด รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น วงการโฆษณา ที่เอไอสามารถทำงานได้ตั้งแต่การผลิตเสียง ถ่ายภาพ ไปจนถึงตัดต่อ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดแล้วในปัจจุบันคือกลุ่มคนจบใหม่ (First Jobber) เริ่มหางานยากขึ้น เพราะงานระดับเริ่มต้นหลายส่วนถูกทดแทนด้วย AI

50 กลุ่มอาชีพเสี่ยงกระทบ 

โดยเมื่อประเมินตามดัชนีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงกว่า 50 กลุ่มอาชีพ ซึ่งแบ่งระดับความเสี่ยงที่ AI สามารถทำงานย่อย (Sub-tasks) แทนมนุษย์ได้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเสี่ยงสูงมาก (High Risk) งานย่อยส่วนใหญ่ถูก AI ทำแทนได้ เช่น เสมียนสำนักงาน และพนักงานคีย์ข้อมูล และกลุ่มเสี่ยงสูง (Elevated Risk) เช่น นักบัญชี นักแปล นักการตลาด รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น วงการโฆษณา ที่ AI สามารถทำแทนได้ตั้งแต่การสร้างเสียง ถ่ายภาพ ไปจนถึงการตัดต่อ

ทั้ง 2 กลุ่มนี้ครอบคลุมแรงงานไทยประมาณ 2.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 5.6% ของแรงงานทั้งหมด โดยไทยเป็นรองเพียงสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ในภูมิภาคอาเซียน ที่น่ากังวลคือ อาชีพที่เสี่ยงถูก AI ทดแทนเป็นกลุ่มงานใช้ความคิด (Head Jobs) ซึ่งเคยเป็นงานรายได้ดีและมีความก้าวหน้าสูง ส่งผลกระทบเด่นชัดต่อกลุ่มคนจบใหม่ (First Jobber) ที่เริ่มหางานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ผลจากแบบจำลองทางเศรษฐกิจ (Simulation Model) ในฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุด (Worst-case) หากปี 2573 AI สามารถทำงานใช้ความคิดได้ 80% และภาคธุรกิจไทยนำ AI มาใช้ได้ 60% อาจทำให้อัตราการว่างงานในไทยพุ่งสูงขึ้นเป็น 3.66% (จากเดิมที่ต่ำกว่า 1% มาโดยตลอด) และทำให้อัตราค่าจ้างรวมลดลง 1% ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีรายได้ได้น้อยลง ต้องแบกรับภาระสวัสดิการผู้ว่างงานสูงขึ้น และกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมได้ในอนาคต

ชู 3 ข้อเสนอ รัฐเร่งสนับสนุนสร้าง “Good Jobs”

ดร.พุทธิพันธุ์กล่าวต่อว่าภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้เกิดผลกระทบแล้วค่อยตามเยียวยาในภายหลังได้ เพราะเป็นภาระงบประมาณที่สูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถชะลอการใช้ AI ได้ เนื่องจากจะทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้นเป้าหมายนโยบายของรัฐต้องเป็นการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ แต่ต้องไม่ใช่การใช้เพื่อลดต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว โดยต้องมุ่งสร้าง “Good Jobs” หรือ งานที่มีความมั่นคง ค่าจ้างเป็นธรรม และมีความก้าวหน้าทางอาชีพ

ทั้งนี้ความท้าทายสำคัญคือ งานที่จะเสี่ยงจะถูกเอไอทดแทนก่อนเป็นอาชีพที่รายได้ดี มีความก้าวหน้าทางอาชีพสูง ส่วนงานที่เอไอยังทดแทนได้ยาก เช่น งานช่าง เวลเนส ดูแลผู้สูงอายุ ยังมีรายได้ไม่สูง

ดังนั้นภาครัฐจึงควรสนับสนุนธุรกิจให้ประยุกต์ใช้เอไอเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่ไปกับส่งเสริมให้มีการออกแบบงานและเส้นทางอาชีพใหม่ให้แก่แรงงานที่ถูกกระทบเช่นกัน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งกลุ่มที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในอาชีพเดิม และกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนสายงานโดย TDRI ได้เสนอ 3 มาตรการสำคัญให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ ได้แก่

1.สนับสนุนภาคเอกชนปรับองค์กรและออกแบบงานใหม่ โดยดูตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ที่มีโครงการอุดหนุนค่าใช้จ่ายสูงสุด 70% (ไม่เกิน 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์) เพื่อช่วยให้องค์กรนำ AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพ ควบคู่ไปกับการออกแบบโครงสร้างงานใหม่และการฝึกทักษะแรงงาน

2.พัฒนาทักษะแรงงานอย่างมีทิศทางสู่สายอาชีพแห่งอนาคต โดยนำข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานมาชี้นำการเปลี่ยนสายอาชีพอย่างเป็นระบบ เช่น ช่วยยกระดับ Graphic Designer ไปสู่ตำแหน่ง Creative Director หรือสนับสนุนการเปลี่ยนสายงาน (Reskill) จากพนักงานธุรการไปสู่ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐาน

3.ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผ่านสถาบันเฉพาะทาง โดยสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันเฉพาะทางเพื่อรับรองมาตรฐานทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มงานดูแลผู้คน (Heart Jobs) เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้มีทักษะรอบด้าน ทั้งด้านจิตวิทยา กายภาพบำบัด และการใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานกลุ่มนี้ได้รับการคุ้มครองและมีค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามกลไกตลาด

“ความมั่นคงของแรงงานไทยในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และแรงงานไทย จะเริ่มต้นปรับตัวและวางรากฐานนโยบายตั้งแต่วันนี้ได้ดีเพียงใด” ดร.พุทธิพันธุ์ กล่าว