วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกเสี่ยงเพิ่ม ‘รัฐ’ จะเป็นที่พึ่งประชาชนอย่างไร? เปิดมุมมอง ‘สมเกียรติ’ ประธาน TDRI

ดร.สมเกียรติ ประธาน TDRI เสนอให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้อุ้มชูทุกปัญหา" มาเป็น "ผู้บริหารจัดการความเสี่ยงระดับชาติ" รับมือกับวิกฤตซ้อนแนะจัดการความเสี่ยงเฉพาะด้าน

KEY POINTS

  • ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เสนอให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้อุ้มชูทุกปัญหา" มาเป็น "ผู้บริหารจัดการความเสี่ยงระดับชาติ" เพื่อรับมือกับวิกฤตซ้อนที่โลกเผชิญ
  • แนะแนวทางจัดการความเสี่ยงเฉพาะด้าน เช่น ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแทนการอุ้มราคาน้ำมัน, คุ้มครองคนและส่งเสริมการปรับทักษะเพื่อรับมือ AI, และเน้นป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าแทนการเยียวยา
  • รัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ให้เพียงพอ โดยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและหาทางเพิ่มรายได้ เพื่อให้มีทรัพยากรพร้อมรับมือวิกฤตในอนาคต
  • ต้องยกระดับขีดความสามารถของภาครัฐที่กำลังถดถอย โดยปรับการทำงานให้ใช้ข้อมูลมากขึ้น, ปฏิรูปกฎระเบียบ, และทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ท่ามกลางสถานการณ์โลกในปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและวิกฤตที่ซ้อนทับกัน (Polycrisis) ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น คลื่นดิสรัปชันจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สั่นคลอนความมั่นคงในตลาดแรงงาน ไปจนถึงแรงกดดันจากสังคมสูงวัยที่กำลังทดสอบสายป่านของระบบเศรษฐกิจไทย คำถามสำคัญคือ "ภาครัฐ" จะก้าวเข้ามารับมือและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างไรโดยไม่นำประเทศไปสู่ความเสี่ยงด้านวิกฤตหนี้สาธารณะเสียเอง

ล่าสุดในงานสัมมนา TDRI Annual Public Conference 2026 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เปิดมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญภายใต้หัวข้อ “รัฐในฐานะที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่ไม่แน่นอน” โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเป็น "ผู้อุ้มชูที่แบกรับทุกปัญหา" สู่การเป็น "ผู้บริหารจัดการความเสี่ยงระดับชาติ" พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขยายพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และการยกระดับขีดความสามารถของภาครัฐที่กำลังถดถอย เพื่อให้พร้อมรับแรงกระแทกจากอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวสรุปเนื้อหาการจัดสัมมนา TDRI Annual Public Conference 2026  ในหัวข้อ “รัฐในฐานะที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่ไม่แน่นอน” ว่า รัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นผู้จัดการความเสี่ยงที่ภาคส่วนอื่นในสังคมไม่สามารถจัดการได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ที่กลไกตลาดหรือระบบประกันภัยไม่สามารถรับมือได้

และการสร้างกลไกจัดการความเสี่ยง พร้อมจูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงของตนเอง และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้การรับความเสี่ยงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังของรัฐเสียเอง

สำหรับการบริหารความเสี่ยงรับภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและสินค้าที่สูงขึ้นนั้น บทบาทของรัฐ ไม่ใช่การเข้าไปอุ้มทั้งหมด แต่ควรเป็นการลดแรงกระแทก เช่น การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการปรับพฤติกรรม แทนการแทรกแซงราคาน้ำมันโดยไม่กำหนดวงเงิน ซึ่งอาจสร้างภาระต่อฐานะการคลังของกองทุนน้ำมันเหมือนกับที่เกิดขึ้นในวิกฤตที่ผ่านมา ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานในระยะยาว โดยรัฐมีบทบาทในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ส่วนการรับมือความเสี่ยงจากเอไอที่อาจทำให้คนตกงานและขาดรายได้ รัฐควรมุ่งคุ้มครองคน ไม่ใช่คุ้มครองงานที่กำลังถูกเอไอทดแทน โดยช่วยให้แรงงานเพิ่มผลิตภาพและย้ายไปสู่งานใหม่ที่เติบโต เช่น งานที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง หรือทักษะเฉพาะที่เอไอยังทดแทนได้ยาก ขณะเดียวกัน หากเกิดการว่างงานเป็นวงกว้าง รัฐควรมีตาข่ายทางสังคมรองรับ เช่น การประกันการว่างงานที่เชื่อมโยงกับการฝึกทักษะใหม่ เพื่อช่วยให้แรงงานกลับเข้าสู่ตลาดงานได้อีกครั้ง

 

ขณะที่การรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐควรเปลี่ยนจากการมุ่งเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ มาเน้นการป้องกันล่วงหน้า  โดยการผ่องถ่ายความเสี่ยงให้ตลาด ด้วยการส่งเสริมตลาดประกันภัย และใช้กฎกติกา เช่น ผังเมืองและภาษีน้ำท่วม เพื่อจูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจลดความเสี่ยงของตนเอง ส่วนความเสี่ยงขนาดใหญ่ที่ภาคธุรกิจและบริษัทประกันภัยรับมือไม่ไหว รัฐยังต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงในขั้นสุดท้าย พร้อมหาทางกระจายความเสี่ยงออกไป เช่น การออกพันธบัตรภัยพิบัติในตลาดต่างประเทศ

ในส่วนการรับมือกับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่คาดการณ์ได้ รัฐควรเร่งปฏิรูประบบบำนาญแทนการซื้อเวลา โดยปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคมทั้งด้านรายรับและรายจ่าย เพื่อให้กองทุนประกันสังคมอยู่รอดและมั่นคงในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุนของกองทุนประกันสังคมให้โปร่งใสและเป็นมืออาชีพเช่นเดียวกับ กบข. รวมถึงพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาวด้วย

แนะเตรียมพื้นที่ทางคลังให้พอรับความเสี่ยง

ดร.สมเกียรติระบุว่า รัฐในฐานะผู้รับความเสี่ยงขั้นสุดท้าย จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการความเสี่ยงได้ สิ่งสำคัญคือการเตรียมพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอ

เพราะหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมักสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนการคลัง เช่น แม้แผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุดจะปรับเพิ่มประมาณการหนี้สาธารณะแล้ว แต่ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยก็ยังสูงกว่าที่แผนคาดการณ์ไว้ สะท้อนว่าการคลังจะเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความสามารถของรัฐในการรับความเสี่ยงแทนสังคม

“การสร้างพื้นที่ทางการคลังที่เข้มแข็งนั้นต้องทำหลายด้าน ทั้งลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการรั่วไหลจากการทุจริต ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ได้ผล เพื่อเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น รวมถึงทบทวนสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนที่สูญเสียรายได้ภาษี แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกัน รัฐจำเป็นต้องหาแนวทางเพิ่มรายได้เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอรองรับความเสี่ยงในอนาคตที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่น การเก็บภาษีเพิ่ม ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ ซึ่งเห็นว่าควรเก็บภาษีที่นำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น ภาษีคาร์บอน เพื่อรักษาพื้นที่การคลังเพื่อให้รัฐพร้อมจะรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น” ประธานทีดีอาร์ไอระบุ

ห่วงขีดความสามารถภาครัฐลดต่ำต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันต้องเสริมต่อขีดความสามารถภาครัฐ  เนื่องจากขณะนี้ขีดความสามารถภาครัฐไทยลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่าสิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม จึงจำเป็นที่ต้องปรับการทำงานให้ใช้ข้อมูลและหลักฐานมากขึ้น นำเทคโนโลยีมาใช้จัดการความเสี่ยง เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วม ปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าสมัย และประเมินผลงานบุคลากรตามความสามารถและผลสัมฤทธิ์จริง

นอกจากนี้ต้องปรับวัฒนธรรมการทำงานของภาครัฐให้ยึดผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอน เห็นอกเห็นใจและเข้าใจความเสี่ยงที่ประชาชนกำลังเผชิญ และทำงานร่วมกับภาคธุรกิจและประชาสังคม เพราะการรับมือกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในอนาคต ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและการเรียนรู้จากทุกภาคส่วน

สุดท้ายรัฐต้องเรียนรู้และพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ วางแผน ลงมือทำ ประเมินผล และปรับปรุง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์มากขึ้นในแต่ละรอบ จนรัฐสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยง และเป็นที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่ไม่แน่นอนได้