วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กดีลธุรกิจปิโตรฯ สู้ผู้ผลิตจีน ควบรวม 'GC-SCGC' ยื่น กขค.ครึ่งแรกปี 70

“ดีลประวัติศาสตร์” ตั้งบริษัทร่วมทุนแสนล้าน ดันปิโตรเคมีไทยติด Top 10 โลก ยึดเบอร์ 1 อาเซียน สู้ศึกวัฏจักรขาลง จีนผลิตล้นตลาด กดดันผู้ผลิตทั่วโลกปรับตัว ด้าน GC ถือหุ้น 56% SCGC ถือ 44% รวมสินทรัพย์ 1.8 แสนล้านบาท ปิดดีลครึ่งหลังปี 2570 เตรียมยื่น กขค.ภายในครึ่งแรกปีหน้า

KEY POINTS

  • บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) และ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ประกาศรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนมูลค่าสินทรัพย์ 180,000 ล้านบาท โดย GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44%
  • การควบรวมกิจการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง
  • บริษัทร่วมทุนใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวม 7.1 ล้านตันต่อปี ตั้งเป้าขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ของโลก และเป็นผู้นำอันดับ 1 ในอาเซียน
  • ตามแผนที่วางไว้ จะมีการยื่นขออนุมัติการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ภายในครึ่งแรกของปี 2570 และคาดว่าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน
  • การรวมธุรกิจครั้งนี้เข้าข่ายต้องขออนุญาตจาก กขค. ตามมาตรา 51 ของ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอำนาจเหนือตลาด ซึ่ง กขค. จะใช้เวลาพิจารณาภายใน 90 วัน และอาจขยายได้อีก 15 วัน

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เมื่อผู้ผลิต 2 ราย ประกาศรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ โดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ตั้งบริษัทร่วมทุน มูลค่าสินทรัพย์ 180,000 ล้านบาท 

การควบรวมครั้งนี้จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก โดยเฉพาะการขยายกำลังผลิตของจีนที่กดดันราคาและส่วนต่างกำไรต่อเนื่อง

ปัจจุบันผู้ผลิตจีนยังคงกำลังการผลิตโอเลฟินและอะโรเมติกส์ เพื่อซัพพลายเข้าตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิด Oil Shock ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ผลิตในเอเชียที่พึ่งวัตถุดิบที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การควบรวมที่เกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างใหม่ GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านการโอนสินทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องสู่บริษัทร่วมทุน

โดยไม่ชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด ซึ่งมีเป้าหมายรวบรวมกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 7.1 ล้านตันต่อปี ขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ของโลก และผู้นำอันดับ 1 ในอาเซียนเมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต

บิ๊กดีลธุรกิจปิโตรฯ สู้ผู้ผลิตจีน ควบรวม 'GC-SCGC' ยื่น กขค.ครึ่งแรกปี 70

สำหรับการรวม 2 องค์กรครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นจัดหาวัตถุดิบ ฐานการผลิตในมาบตาพุด จ.ระยอง รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม เครือข่ายลูกค้าและตลาดส่งออก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนต่อหน่วย และขยายสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมระยะยาว โดยมีขอบเขตสินทรัพย์มีรายละเอียด ดังนี้

1.SCGC ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (ระยองโอเลฟินส์-ROC และมาบตาพุดโอเลฟินส์-MOC), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (TPE) 

รวมถึงเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุน เช่น สยามโพลิเอททีลีน (SPE), สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ (SSLC), กรุงเทพ ซินธิติกส์ (BST) และ ไทย เอ็มเอ็มเอ (TMMA)

2.GC ครอบคลุมโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (รวม 5 โรงงาน), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้าอย่าง เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ (HMC)

บิ๊กดีลธุรกิจปิโตรฯ สู้ผู้ผลิตจีน ควบรวม 'GC-SCGC' ยื่น กขค.ครึ่งแรกปี 70

ธ.ค.ขออนุมัติผู้ถือหุ้นทั้ง 2 บริษัท

สำหรับการผนึกกำลังจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 5,000-7,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้ผลประโยชน์ปีแรก 30% และเพิ่มขึ้นจนเต็มศักยภาพภายในราว 3 ปีหลังตั้งบริษัทร่วมทุนมีกรอบเวลา ดังนี้

1.วันที่ 18 พ.ย.2569 ส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

2.วันที่ 3 ธ.ค.2569 กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ

3.ครึ่งแรกของปี 2570 ยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

4.ครึ่งหลังของปี 2570 ทำธุรกรรมแล้วเสร็จและจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ได้สมบูรณ์

สำหรับโครงสร้างธุรกรรมดังกล่าว เป็นการนำสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในไทยผ่านการโอนสินทรัพย์และหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้องเข้าสู่บริษัทใหม่ โดยอ้างอิงการประเมินมูลค่าจากที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ

รวมสินทรัพย์กว่า 1.8 แสนล้าน GC ถือหุ้นใหญ่

ทั้งนี้ GC จะนำสินทรัพย์เข้าร่วมทุนมูลค่า 100,000 ล้านบาท คิดเป็นกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 3.7 ล้านตันต่อปี ขณะที่ SCGC จะนำสินทรัพย์มูลค่า 80,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวม 180,000 ล้านบาท

รวมทั้งการทำธุรกรรมใช้รูปแบบการนำสินทรัพย์เข้าร่วมทุนโดยไม่ซื้อขายด้วยเงินสดช่วยให้ทั้ง 2 บริษัทนำทรัพยากรและกำลังการผลิตที่มีมาบริหารร่วมกันภายใต้โครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านบัญชี GC ถือหุ้น 56% และมีอำนาจควบคุมกิจการ จะบันทึกงบการเงินของบริษัทร่วมทุนแบบรวมงบ ขณะที่ SCGC ถือหุ้น 44% จะรับรู้ผลประกอบการผ่านวิธีส่วนได้เสีย โดยบริษัทร่วมทุนมีเป้าหมายนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิ

“มาบตาพุด” แต้มต่อสำคัญ เชื่อมโรงงานลดต้นทุน

ขณะที่ข้อได้เปรียบสำคัญของบริษัทร่วมทุน คือ ฐานการผลิต 2 บริษัทตั้งอยู่ใกล้กันในมาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทำให้เชื่อมการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่

ส่วนความได้เปรียบดังกล่าวสำคัญต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราการใช้กำลังการผลิตส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะช่วงราคาผลิตภัณฑ์และส่วนต่างกำไรอยู่ในระดับต่ำ

บิ๊กดีลธุรกิจปิโตรฯ สู้ผู้ผลิตจีน ควบรวม 'GC-SCGC' ยื่น กขค.ครึ่งแรกปี 70

สู้ศึกจีนผลิตล้นตลาดโลก

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า การร่วมทุนเกิดขึ้นท่ามกลางวัฏจักรขาลงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่เผชิญแรงกดดันกำลังการผลิตส่วนเกิน และการแข่งขันราคารุนแรง โดยเฉพาะจากจีนที่ขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตหลายภูมิภาคต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขัน

ทั้งนี้ ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มกดดันอุตสาหกรรมอีก 2-3 ปี ทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงหรือมีความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องจำกัดเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยการรวมธุรกิจเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือตลาดผันผวน

นอกจากนี้ การรวมกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 7.1 ล้านตันต่อปี ช่วยยกระดับขนาดธุรกิจให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าเกรดพิเศษและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีและความร่วมมือกับลูกค้ามากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

“การก้าวเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่สุดของโลกและอันดับ 1 ในอาเซียน เป็นการจัดอันดับตามกำลังการผลิต ไม่หมายว่าบริษัทร่วมทุนจะมีส่วนแบ่งตลาดหรือความสามารถทำกำไรสูงสุดโดยอัตโนมัติ ความสำเร็จระยะยาวขึ้นกับการบริหารต้นทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถรักษาฐานลูกค้าควบคู่กันไป”

บิ๊กดีลธุรกิจปิโตรฯ สู้ผู้ผลิตจีน ควบรวม 'GC-SCGC' ยื่น กขค.ครึ่งแรกปี 70

GC เด่นวัตถุดิบหลากหลาย SCGC แกร่งนวัตกรรม

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า ความร่วมมือเกิดจากจุดแข็งที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกัน ดังนี้

1.GC เชี่ยวชาญบริหารวัตถุดิบหลากหลายทั้งแนฟทา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โพรเพน และอีเทน ซึ่งมีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นจัดหาวัตถุดิบรับมือความผันผวนตลาดพลังงานและปิโตรเคมี

อีกทั้งมีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและต่อยอดการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

2.SCGC มีจุดแข็งผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การใช้งานจริงผ่านศูนย์นวัตกรรมครบวงจร i2P Center (Ideas to Products) ซึ่งสนับสนุนการต่อยอดแนวคิดและความต้องการของตลาดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

เพิ่มจุดแข็ง 2 บริษัท รุกตลาดอาเซียน

รวมทั้งเมื่อรวม 2 บริษัท จะเพิ่มโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันใหม่ให้อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง

นอกจากนี้ การมีเครือข่ายการตลาดและฐานลูกค้าครอบคลุมทั่วโลกช่วยเพิ่มความสามารถการเข้าถึงตลาดใหม่ โดยเฉพาะอาเซียนที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว และช่วยให้ผู้ผลิตไทยสามารถแข่งขันในตลาดที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพและคุณสมบัติผลิตภัณฑ์สูงขึ้น

หนุนผู้ผลิตพลาสติกปลายน้ำและ SME

อีกประเด็นสำคัญของการผนึกกำลังคือผลต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำของไทย ซึ่งใช้เม็ดพลาสติกจากธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์เป็นวัตถุดิบหลัก โดยข้อมูลประกอบการร่วมทุนระบุว่า วัตถุดิบกลุ่มนี้มีสัดส่วน 70% ของวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกปลายน้ำตามขอบเขตที่กล่าวถึง

การมีผู้ผลิตต้นน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถบริหารวัตถุดิบได้ยืดหยุ่นขึ้น จะช่วยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านการผลิต และเพิ่มความต่อเนื่องในการส่งมอบวัตถุดิบให้แก่ลูกค้าในประเทศ

สำหรับ SME และผู้ผลิตพลาสติกปลายน้ำจะมีความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนการผลิต การควบคุมต้นทุน และการรักษาความสามารถในการแข่งขัน

บิ๊กดีลธุรกิจปิโตรฯ สู้ผู้ผลิตจีน ควบรวม 'GC-SCGC' ยื่น กขค.ครึ่งแรกปี 70

หนุน “มาบตาพุด” ศูนย์กลางอาเซียน

รวมทั้งการผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีอาเซียน โดยเชื่อมโยงความสามารถด้านการผลิตเข้ากับศักยภาพการวิจัยและพัฒนาของทั้ง GC และ SCGC

ขณะที่มีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึง SME ให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและเพิ่มโอกาสการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากกำลังการผลิต การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค พร้อมผลักดันธุรกิจขึ้นสู่อันดับ 10 ของโลก ทำให้มีขนาดธุรกิจและศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น แม้ต้องเผชิญความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ยื่น กขค.ภายในครึ่งแรกปี 2570

สำหรับประเด็นด้านการแข่งขันทางการค้านั้น จะยื่นเอกสารและชี้แจงต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตามขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน โดยมีแผนยื่นภายในครึ่งแรกของปี 2570

รายงานข่าวแจ้งว่าสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ติดตามความเคลื่อนไหวการรวมธุรกิจครั้งนี้ ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 51 วรรค 2 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่ต้องขออนุญาตคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

ขณะที่หลักเกณฑ์การควบรวมที่ต้องขออนุญาตจะต้องเข้าลักษณะอาจก่อให้เกิดการผูกขาดและมียอดเงินขาย 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งอาจมีอำนาจเหนือตลาด โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 50% ขึ้นไป และมียอดขาย 1,000 ล้านบาท ขึ้นไปในปีที่ผ่านมา

สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีเวลาภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับคำขอ และในกรณีจำเป็นอาจขยายเวลาได้ไม่เกิน 15 วัน โดยการอนุญาตจะพิจารณาความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ การไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจร้ายแรง การไม่กระทบประโยชน์ของผู้บริโภค