ปตท. เดินหน้า Genesis เปิดทางพันธมิตรลงทุนธุรกิจดาวน์สตรีม ยืดหยุ่นโครงสร้างดีลทั้งโรงกลั่น ปิโตรเคมี และปุ๋ย ชูเงื่อนไขหลักต้องมีแหล่งวัตถุดิบมั่นคง-ตลาดรองรับ คาดเห็นความชัดเจนปลายปี พร้อมดัน GC จับมือ SCGC เพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย
KEY POINTS
- ปตท. เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มดาวน์สตรีม (Downstream) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยกำลังหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Genesis ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงปลายปีนี้
- ปตท. ยังคงผลักดันความร่วมมือระหว่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ตามแผนที่วางไว้
- เป้าหมายของการร่วมมือระหว่าง GC และ SCGC คือเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการปิโตรเคมีไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก
- การผนึกกำลังดังกล่าวยังมุ่งเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ลูกค้าในประเทศ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า โดยมองว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มดาวน์สตรีม (Downstream) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก โดยให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย
ทั้งนี้ ปตท. ยังคงดำเนินโครงการ Genesis เพื่อแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในกลุ่มดาวน์สตรีม โดยเปิดกว้างต่อการเจรจาและปรับรูปแบบความร่วมมือให้สอดคล้องกับความสนใจของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นการแยกลงทุนเฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ปิโตรเคมี หรือปุ๋ย รวมถึงการควบรวมธุรกิจ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้
“ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกพันธมิตร คือ ต้องมีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Security) และหรือมีตลาดรองรับ (Market) เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว”
สำหรับสถานการณ์ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดจากตลาดส่งออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ปรับลดกำลังการผลิตลงเหลือประมาณ 80-90% หรือต่ำกว่านั้นในบางช่วง
"ปตท. ยังเดินหน้าผลักดันความร่วมมือระหว่าง GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ตามแผนที่วางไว้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการปิโตรเคมีในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดของตลาดโลก"
ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงมุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ลูกค้าในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงที่ตลาดเกิดภาวะขาดแคลน โดย ปตท. มองว่าเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ จึงต้องพิจารณาการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะผลกำไรระยะสั้น
ชู 3 ธุรกิจหลัก รับมือพลังงานผันผวน
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนของ ปตท. ในระยะต่อไปจะเน้นธุรกิจที่มีความปลอดภัยและสร้างประโยชน์ทั้งต่อประเทศและองค์กร โดยมี 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Exploration & Production) 2. ห่วงโซ่คุณค่าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Value Chain) โดยเน้นการค้า LNG และ 3. ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
สำหรับธุรกิจ LNG ปตท. ให้ความสำคัญกับการซื้อขายและบริหารพอร์ตการค้า (Trading) เนื่องจากเป็นรูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายปริมาณการค้าได้โดยไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์จำนวนมากเมื่อเทียบกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง
ปตท. ตั้งเป้าปริมาณการค้า LNG ในปีนี้มากกว่า 3 ล้านตัน ก่อนเพิ่มเป็นมากกว่า 4 ล้านตันในปีหน้า และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 10 ล้านตันภายในปี 2573 โดยการขยายธุรกิจจะพิจารณาตามสถานการณ์อุปสงค์และอุปทานในตลาดแต่ละช่วง เพื่อรักษาความยืดหยุ่นและบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและต้นทุนขนส่ง
อย่างไรก็ตาม การขนส่ง LNG ยังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮูตี ทำให้เรือขนส่งพลังงานบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ระยะทางและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นตามไปด้วย
ย้ำองค์กรต้องแกร่ง มีสภาพคล่อง รับทุกวัฏจักร
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ตลาดพลังงานมีลักษณะเป็นวัฏจักรและเผชิญความผันผวนมาอย่างต่อเนื่อง องค์กรจึงต้องไม่ตื่นตระหนกกับการขึ้นลงของราคาน้ำมัน แต่ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อเผชิญวิกฤติ (Resilience)
นอกจากนี้ การบริหารสภาพคล่องเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยต้องรู้จักเก็บออมเงินในช่วงที่มีรายได้และกระแสเงินสดที่ดี เพื่อสำรองไว้รองรับช่วงที่ธุรกิจเผชิญแรงกดดัน ช่วยให้องค์กรสามารถผ่านความผันผวนของตลาดพลังงานโลกได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว
สำหรับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ดร.คงกระพัน ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานดิบสำหรับนำเข้าสู่กระบวนการกลั่นน้ำมันหรือแยกก๊าซธรรมชาติ โดยโครงสร้างการจัดหาก๊าซธรรมชาติของไทยมาจากแหล่งผลิตในอ่าวไทยและเมียนมารวมกันประมาณ 60% ส่วนที่เหลืออีกราว 40% เป็นการนำเข้าในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ขณะที่น้ำมันดิบของไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 90% สะท้อนความจำเป็นในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลกมีความไม่แน่นอน
ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการลดภาระการนำเข้าพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจพลังงานไทยในระยะยาว





