จับตาตลาดโซลาร์ประชาชนป่วน เกณฑ์ใหม่บีบผู้รับเหมาขึ้นทะเบียนการไฟฟ้าฯ ตัดสิทธิ์ช่างท้องถิ่นทุนต่ำกว่า 5 แสนบาท เสี่ยงแห่ทิ้งงาน ตั้งเกณฑ์ติดตั้งขั้นต่ำ 5-10 kWp "มท." แจงเงื่อนไขผู้ติดตั้งวางเงินประกัน 7 ปี เพื่อคุ้มครองประชาชน
KEY POINTS
- เงื่อนไขใหม่ของภาครัฐกำหนดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องขึ้นทะเบียนเป็น Vendor กับการไฟฟ้าฯ โดยมีเกณฑ์ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500,000 บาท ซึ่งเป็นการตัดโอกาสผู้รับเหมาขนาดเล็ก ช่างท้องถิ่น และฟรีแลนซ์
- ผู้รับเหมารายย่อยที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ต้องปรับตัวไปเป็น "ผู้รับเหมาช่วง" ซึ่งมักถูกกดราคา และอาจนำไปสู่ปัญหาการทิ้งงานเนื่องจากไม่สามารถขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนจากรัฐให้ลูกค้าได้
- ระบบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนที่ให้ประชาชนสำรองจ่ายก่อน ทำให้ผู้รับเหมาโดยเฉพาะรายเล็กเผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง เนื่องจากลูกค้ารอจ่ายเงินงวดสุดท้าย
- กระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่าเหตุผลที่ต้องมีหลักประกัน Bank Guarantee ไม่ใช่เพื่อกีดกันรายเล็ก แต่เพื่อคุ้มครองประชาชนกรณีผู้รับเหมาทิ้งงานหรือปิดบริษัท
นโยบายผลักดันการปลดล็อกและส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) 1 ล้านหลังคาเรือนมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท สำหรับภาคครัวเรือน กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในวงการพลังงาน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน กรอบวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2569 โดยใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้าน พลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569
สำหรับการเปิดรับลงทะเบียนโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” รูปแบบใหม่เริ่มวันที่ 27 ต.ค.2569 ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 44,400 ราย และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 12,000 ราย รวม 56,000 ราย
แหล่งข่าวจากวงการผู้ประกอบการและผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เงื่อนไขใหม่ของภาครัฐเป็นคอขวดสำคัญ โดยประเด็นที่มีผลกระทบรุนแรงสุด คือ การกำหนดให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องดำเนินการผ่านผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียน Vendor กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
แบ่ง 4 กลุ่ม บีบรายย่อยพ้นวงโคจร
หลักเกณฑ์ใหม่ได้แบ่งกลุ่มผู้ค้า (Vendor) ออกเป็น 4 ระดับตามทุนจดทะเบียน ได้แก่
- กลุ่ม S ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
- กลุ่ม M ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
- กลุ่ม L ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 3,000,000 บาท
- กลุ่ม XL ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาท
แหล่งข่าว กล่าวว่า เงื่อนไขทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500,000 บาท ตัดโอกาสผู้รับเหมาขนาดเล็ก ช่างท้องถิ่น หรือฟรีแลนซ์ที่ขึ้นทะเบียนไม่ได้ทำให้รับงานตรงไม่ได้ ซึ่งทำให้หลายรายปรับโครงสร้างบริษัทหรือถอยเป็น “ผู้รับเหมาช่วง” ซึ่งถูกกดราคางานและนำไปสู่ผู้ติดตั้งทิ้งงาน ทั้งส่วนสัญญาลูกค้าเดิมที่ตกลงก่อนหน้านี้ และงานที่ไม่เข้าเกณฑ์ของรัฐ เนื่องจากช่างส่งมอบงานเพื่อขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนไม่ได้
ล็อกขนาด 5-10 kWp บังคับใบกำกับภาษีเริ่ม 27 ต.ค.
นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านเทคนิคเป็นอีกข้อจำกัด โดยรัฐกำหนดให้ระบบที่จะขอรับเงินสนับสนุนต้องมีขนาด 5 kWp ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 kWp ซึ่งเปลี่ยนไปจากตลาดเสรีเดิมที่ครัวเรือนเคยเลือกติดตั้งขนาดเล็ก (เช่น 3 kWp) ตามกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า
ขณะเดียวกันเอกสารทางภาษีระบุชัดว่า ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้ง ต้องระบุตั้งแต่วันเปิดลงทะเบียน คือ วันที่ 27 ต.ค.2569 ส่งผลให้งานติดตั้งที่เซ็นสัญญาหรือออกใบกำกับภาษีก่อนหน้านี้นำมารับสิทธิ์ไม่ได้ ซึ่งสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้รับเหมากับเจ้าของบ้านที่ต้องการสิทธิ์เงินสนับสนุน 50,000 บาทจากรัฐ
ปัญหากระแสเงินสด ทำผู้รับเหมาแบกต้นทุน
อีกหนึ่งประเด็นวิกฤตคือ ระบบการเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 50,000 บาท ที่กำหนดให้ประชาชนต้องสำรองจ่ายเงินเต็มจำนวน หรือกู้ยืมจากสถาบันการเงินก่อน แล้วจึงยื่นเรื่องเบิกเงินคืนผ่านระบบของรัฐในภายหลัง
“กลไกนี้ทำให้ผู้รับเหมาต้องเผชิญภาวะตึงตัวด้านกระแสเงินสด (Cash Flow) รุนแรง เนื่องจากลูกค้าขอชะลอจ่ายเงินงวดสุดท้าย หรือกดดันให้ผู้รับเหมาช่วยแบกรับภาระส่วนต่างไว้ก่อนจนกว่ารัฐจะอนุมัติเงินคืน หากผู้รับเหมาหมุนเงินไม่ทันก็เสี่ยงหยุดชะงักของงาน และเป็นอีกสาเหตุทำให้ทิ้งงาน โดยเงื่อนไขอาจเอื้อเฉพาะบางกลุ่มมากกว่า” แหล่งข่าว กล่าว
เงินอุดหนุนบิดเบือนตลาด-ทุนจีนรับอานิสงส์
แหล่งข่าว กล่าวว่า การนำเงินรัฐไปสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน รวม 50,000 ล้านบาท 1 ล้านหลังคา ไม่ใช่แนวทางเหมาะสมและบิดเบือนกลไกตลาด เนื่องจากงบประมาณจะไหลออกประเทศไปสู่ผู้ผลิตอุปกรณ์และแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีและสินค้าจีน ขณะที่ประชาชนและรัฐบาลต้องแบกภาระงบประมาณและภาระหนี้สินระยะยาว
“การเอาเงินภาษีไปลง 50,000 บาทต่อหลัง เพื่อให้คนติดตั้งได้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เมื่อรัฐบาลใส่เงินลงไป ย่อมต้องเข้ามาควบคุมกำกับดูแลเพราะกลัวเงินจมหรือสูญเสีย ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขที่กีดกันผู้ประกอบการบางกลุ่ม และทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ”
ห่วงโมเดล “สวมสิทธิ์-เช่าหลังคา”
นอกจากนี้ การอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นตัวเร่งกลุ่มฉวยโอกาสและพ่อค้าคนกลางแสวงหาประโยชน์ โดยเทียบเคียงบทเรียนที่รัฐบาลเคยรับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff) สูง 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งทำให้เกิดพฤติกรรมกว้านเช่าหลังคาบ้านเพื่อสวมสิทธิ์ขายไฟฟ้าให้รัฐ
สำหรับโครงการอุดหนุน 50,000 บาท ประเมินครัวเรือนที่พร้อมติดตั้งหมดแล้ว ส่วนครัวเรือนยังไม่ติดตั้งหรือไม่สนใจจะเป็นช่องทางให้ “พ่อค้าคนกลาง” เสนอเงื่อนไขจ่ายเงินเพื่อขอสวมสิทธิ์แล้วกว้านเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปสร้างกำไร
ชง “โซลาร์เสรี” อำนวยความสะดวกเชื่อมสายส่ง
สำหรับข้อเสนอต่อกระทรวงพลังงานควรกำหนดนโยบายเป็นการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแล 2 ส่วน คือ
1.ขยายโควต้าการติดตั้งและอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบสายส่ง (Grid Connection) ให้รวดเร็วและเป็นธรรม
2.ปล่อยเป็นไปตามกลไกตลาด โดยให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกซื้อและตัดสินใจเลือกระดับราคาและคุณภาพอุปกรณ์ด้วยตนเอง
“รัฐบาลควรถอยออกมาและปล่อยให้ประชาชนติดตั้งกันเองอย่างเสรี รัฐแค่ช่วยการเชื่อมต่อสายส่งให้สะดวก ซึ่งรัฐไม่ต้องเสียงบประมาณ และประชาชนได้เลือกของที่เหมาะสมด้วยตนเอง” แหล่งข่าวกล่าว
มท.แจงเงื่อนไข Bank Guarantee
การดำเนินการมีเงื่อนไขเงินประกัน Bank Guarantee 50,000 บาท ช่วงติดตั้งสำหรับคุ้มครองกรณีติดตั้งไม่เสร็จ และเงินประกัน 10,000 บาทสำหรับการดูแลรักษาระยะ 7 ปี
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องมีหลักประกันไม่ใช่เพื่อกีดกันผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน หากผู้รับงานติดตั้งแล้วทิ้งงาน ปิดบริษัท หรือไม่ดูแลระบบภายหลัง ประชาชนต้องไม่กลายเป็นผู้รับภาระเอง
ส่วนกรณีเงินประกันหรือ Bank Guarantee นั้น เหตุผลที่ต้องมีหลักประกันไม่ใช่เพื่อกีดกันผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน หากผู้รับงานติดตั้งแล้วทิ้งงาน ปิดบริษัท หรือไม่ดูแลระบบภายหลัง ประชาชนต้องไม่กลายเป็นผู้รับภาระเอง
นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการ กฟน. กล่าวว่า มีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน Vendor List ประมาณ 1,000 ราย และยังเปิดรับเพิ่ม โดยประชาชนตรวจสอบรายชื่อและเลือกผู้ติดตั้งได้เอง
นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า กฟภ.มีผู้ขึ้นทะเบียนเกือบ 1,000 ราย และยังเปิดขึ้นทะเบียนทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่มีโอกาสเข้าร่วม โดยใช้เกณฑ์ด้านความรู้ ประสบการณ์ วิศวกร และความพร้อมในการให้บริการเป็นหลัก





