วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส.ผู้เลี้ยงสุกรฯ เฝ้าระวังหมูเถื่อนทะลัก ปราบด่วนป้องโรคระบาด

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ชี้ปศุสัตว์-ศุลกากร-CIB กวาดล้างหมูเถื่อน ช่วยปกป้องเกษตรกร วอนทุกฝ่ายเฝ้าระวังชายแดน หลังพบสุ่มเสี่ยงนำเข้าโรคระบาดสัตว์ เข้าไทย

KEY POINTS

  • สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ เรียกร้องให้เฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนตามแนวชายแดน หลังพบว่าเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นและเสี่ยงนำโรคระบาดเข้าประเทศ
  • มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐหลายหน่วยงาน เช่น กรมปศุสัตว์ ศุลกากร และตำรวจ (CIB) เพื่อยกระดับการปราบปรามสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย
  • เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับและยึดหมูเถื่อนรวมถึงชิ้นส่วนสุกรที่ลักลอบนำเข้าได้หลายครั้งในหลายพื้นที่ เช่น มุกดาหาร เชียงแสน และกรุงเทพฯ
  • ปัญหาหมูเถื่อนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมทำร้ายเกษตรกรในประเทศ

หมูเถื่อนทะลักชายแดน สุ่มเสี่ยงโรคระบาด สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เร่งผนึกกำลังกรมปศุสัตว์ ศุลกากร และตำรวจ CIB ยกระดับปราบปรามสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคไทย

ส.ผู้เลี้ยงสุกรฯ เฝ้าระวังหมูเถื่อนทะลัก ปราบด่วนป้องโรคระบาด

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้การลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนตามแนวชายแดนเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะด่านทางบกแถบชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนและจีน จึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพบว่าประเทศจีนกำลังเผชิญปัญหาผลผลิตหมูล้นตลาดและมีการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย ขณะที่ประเทศรอบบ้านมีปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ประเทศไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศ

  • เปิดมาตรการภาครัฐ ลุยปราบปศุสัตว์ผิดกฎหมายตลอดปี 2569

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้เดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ครอบคลุมทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตรวจสอบสินค้าที่ด่านนำเข้า และการขยายผลตรวจค้นแหล่งเก็บและกระจายสินค้าในประเทศ สะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

ส.ผู้เลี้ยงสุกรฯ เฝ้าระวังหมูเถื่อนทะลัก ปราบด่วนป้องโรคระบาด

  • ผลงานจับกุมหมูเถื่อน-ซุกแฝงสำแดงเท็จหลายพื้นที่

สำหรับผลการจับกุมสำคัญล่าสุด ประกอบด้วย

เดือนกรกฎาคม ชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร สกัดจับหนังสุกรแช่แข็งลักลอบนำเข้ากว่า 720 กิโลกรัม โดยไม่มีเอกสารและใบอนุญาตตามกฎหมาย

เดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ศุลกากรเชียงแสน ตรวจพบและยึดเนื้อสุกรจากจีนกว่า 16.5 ตัน ที่สำแดงสินค้าเป็นผักสดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

เดือนตุลาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจพระพิรุณ กรมปศุสัตว์ และกรมศุลกากร ร่วมตรวจสอบและอายัดผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากฝรั่งเศสกว่า 2 ตัน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังพบว่าสินค้าไม่ตรงกับใบอนุญาตนำเข้า

  • CIB ขยายผลทลายโกดังสุกรเถื่อนกรุงเทพฯ ลามถึงพิจิตร

นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปทส. ร่วมกับกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ เข้าตรวจค้นโกดังในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พบไส้หมูหมักเกลือ 5,040 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับด่านกักกันสัตว์พิจิตร เข้าตรวจสอบสถานที่รับซื้อและแบ่งบรรจุสุกรในจังหวัดพิจิตร พบของกลางอีก 8,550 กิโลกรัม โดยทั้งสองกรณีมีความเชื่อมโยงกัน

  • ย้ำหมูเถื่อนทำลายระบบความปลอดภัยอาหารและทำร้ายเกษตรกร

“การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานอย่างจริงจัง ทั้งการตรวจสอบเอกสาร การสกัดกั้นสินค้า การตรวจยึด และการขยายผลไปยังสถานที่เก็บและกระจายสินค้า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสินค้าเนื้อสัตว์ที่นำเข้าหรือเคลื่อนย้ายโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เพียงสร้างความเสี่ยงด้านโรคระบาดสัตว์และความปลอดภัยอาหาร แต่ยังทำให้เกษตรกรไทยที่ผลิตภายใต้มาตรฐานและต้นทุนที่ถูกต้อง ต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องและการบูรณาการร่วมกัน ตั้งแต่กรมปศุสัตว์ซึ่งกำกับดูแลสุขภาพสัตว์และใบอนุญาต กรมศุลกากรซึ่งตรวจสอบการนำเข้าและพิธีการศุลกากร ไปจนถึงตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรและผู้บริโภค

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยประสบปัญหาเนื้อสัตว์เถื่อนลักลอบนำเข้าจำนวนมาก นับตั้งแต่ปี 2566 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับกรมศุลกากร เข้าตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ค้างเก่าเกิน 30 วัน ในท่าเรือแหลมฉบัง และพบหมูแช่แข็งมากถึง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ส่งผลกระทบต่อเนื่องจนถึงปี 2568 รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 3,000 ล้านบาท ดังนั้น การกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่องของภาครัฐในปัจจุบัน จึงเป็นมาตรการสำคัญในการหยุดยั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งปกป้องความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน