สมาคมผู้เลี้ยงสุกร เตรียมยกระดับหมูหน้าฟาร์ม หลังราคาอ่อนไหวสูง เหตุกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้น ทำผู้เลี้ยงขายต่ำกว่าทุนต่อเนื่องหลายสัปดาห์
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในขณะนี้ภาวะตลาดสุกรในทุกภาคของไทย ยังตกต่ำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แม้ว่าผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาคพยายามประกาศยืนราคาติดต่อกัน แต่สภาวะตลาดยังไม่เอื้อให้ราคาปรับขึ้น โดยสมาคมฯ รายงานราคาอ้างอิงสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 อยู่ที่ 58–60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
ปริมาณสุกรที่ผลิตได้ยังมากกว่าต่อความต้องการบริโภค ประกอบกับกำลังซื้อลดลงราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มยังอยู่เพียงประมาณ 89–96% ของต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรยังคงขาดทุนราว 300–800 บาทต่อตัว ภายใต้ต้นทุนการผลิตระดับประมาณ 74 บาทต่อกิโลกรัม (กรณีซื้อลูกสุกรเข้าขุน)
สำหรับราคารับซื้อหมูหน้าฟาร์มอยู่ที่ราวกิโลกรัมละ 50 บาทต้นๆ ทำให้เกษตรกรขาดทุนเกือบ 1,000 บาทต่อตัวสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับโครงสร้างการเลี้ยงสุกรที่เปลี่ยนแปลงไป พื้นที่เลี้ยงในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันตก ลดลงจากข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ฐานการผลิตย้ายไปอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งและการสูญเสียน้ำหนักระหว่างการเคลื่อนย้ายเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มกับราคาตลาดส่วนกลางแตกต่างกันมากกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ สมาคมฯ จะหารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อกำหนดมาตรการพยุงราคาในระยะสั้น โดยยังคงเน้นความร่วมมือในลักษณะสมัครใจ เช่น มาตรการ “ตัดวงจรหมูขุน” ด้วยการนำลูกสุกรมาทำหมูหัน เพื่อลดปริมาณสุกรเข้าสู่การขุนเต็มรูปแบบ และลดแรงกดดันด้านอุปทานในตลาด ตั้งเป้าพยุงราคาสุกรหน้าฟาร์มให้อยู่ในระดับราว 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังพอรองรับต้นทุนการผลิตได้ส่วนระยะกลาง กรมปศุสัตว์ได้ประสานขยายตลาดสุกรแช่เย็นไปยังมาเลเซีย คาดว่า จะเริ่มส่งออกได้ในไม่นานนี้
สำหรับในระยะยาว นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า จำเป็นต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการปรับโครงสร้างการผลิตเช่น การบริหารจัดการจำนวนแม่พันธุ์สุกร ให้สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานในระบบ ลดความผันผวนของราคาสุกร และสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะต่อไป





