ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพื่อการใช้ในประเทศ เพียงพอสำหรับ 108 วัน ข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน (27 ต.ค.2569)ระบุว่า น้ำมันสำรองตามกฎหมาย จำนวน 25 วัน เพื่อการค้า 21 วัน ระหว่างขนส่ง 36 วัน ยืนยันจัดหา 26 วัน แม้ความมั่นคงด้านปริมาณไทยจะอยู่ในสถานะ “สบายใจได้” แต่ในด้านราคา ถือว่าราคาน้ำมันมาไกลมาก โดย ดีเซล (B7) (28 ต.ค. 2569) ลิตรละ 43.54 บาท ดีเซล (B20) ลิตรละ 33.50 บาท และ เบนซิน ลิตรละ 33.50 บาท
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล
ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เพียงไม่บรรเทาเบาบางลงแต่มีแนวโน้มพร้อมปะทุเป็นสงครามที่ขยายวงกว้างออกไปทั้งในแง่คู่ขัดแย้งและพื้นความขัดแย้ง ดังนั้น ราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมัน ในตลาดโลกจึงอยู่บนความเสี่ยง นอกจากแนวทางการรับมือกับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบที่รัฐบาลไทยกำหนดแล้ว ภูมิภาคอาเซียน โดยสิงคโปร์ ยังมีวิธีรับมือหากเกิดวิกฤตพลังงานและน้ำมันที่น่าสนใจ
เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ออกมาระบุว่า มีการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงานของสิงคโปร์ หรือ Energy Market Authority : EMA , บริษัท JTC Corporation และบริษัท Saudi Aramco ในระหว่างงานสัปดาห์พลังงานนานาชาติสิงคโปร์ หรือ Singapore International Energy Week
"ทั้งสองกระทรวงจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปรายละเอียดการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ข้อตกลงนี้ต่อไปเบื้องต้น ซาอุดีอาระเบียจะส่งน้ำมันดิบไปเก็บไว้ในคลังใต้ดินที่ขุดเจาะในชั้นหินบนเกาะจูรง หรือ Jurong Island ของสิงคโปร์เพื่อเป็นน้ำมันสำรองสำหรับภูมิภาคอาเซียน คาดว่าตามข้อตกลงนี้ จะเริ่มดำเนินการจัดเก็บได้ในช่วงครึ่งหลังของปี2570"
เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า การนำอุปทานเข้ามาใกล้กับตลาดสำคัญในเอเชียมากขึ้น จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับเครือข่ายซัปพลายเชนของซาอุฯ อีกทั้งยังสนับสนุนความมั่นคงด้านอุปทานและความพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ ของสิงคโปร์
สำหรับคลังใต้ดินในชั้นหินบนเกาะจูรง ตั้งอยู่ที่ความลึก 150 เมตร ใต้พื้นดิน สามารถรองรับการจัดเก็บไฮโดรคาร์บอนเหลว เช่น น้ำมันดิบและคอนเดนเสท ได้สูงสุดถึง 1.47 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 9 ล้านบาร์เรล
ปัจจุบัน Saudi Aramco มีเครือข่ายคลังจัดเก็บน้ำมันดิบระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ใกล้กับฐานลูกค้าหลักของบริษัท ได้แก่ ญี่ปุ่น คลังน้ำมัน JOGMEC บนเกาะโอกินาวา ปริมาณจัดเก็บ 8.2 ล้านบาร์เรล ,คลังน้ำมัน ENEOS ที่คิอิเระ (คาโกชิมะ) ปริมาณ 3 ล้านบาร์เรล
เกาหลีใต้ คลังน้ำมัน KNOC ที่อุลซาน (ท่าเรืออุลซาน) ปริมาณ 5.3 ล้านบาร์เรล ภายใต้ข้อตกลงระยะเวลา 5 ปีกับ Korea National Oil Corp (KNOC) โดยรัฐบาลเกาหลีใต้มีสิทธิ์ในการซื้อน้ำมันดังกล่าวเป็นลำดับแรกในกรณีฉุกเฉิน
อียิปต์ ที่ศูนย์กลาง Sidi Kerir บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นคลังน้ำมันเชิงพาณิชย์ เชื่อมต่อกับท่อส่งน้ำมัน SUMED ทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองสำคัญสำหรับผู้ซื้อในยุโรป
เนเธอร์แลนด์ ที่ศูนย์กลางรอตเทอร์ดาม เป็นคลังน้ำมันเชิงพาณิชย์ที่ตั้งอยู่ในจุดที่สามารถรองรับตลาดโรงกลั่นในยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคและปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์บริเวณจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ Saudi Aramco ได้ริเริ่มแผนการขยายขีดความสามารถในการจัดเก็บน้ำมันในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แม้ว่าในอดีต Aramco จะอาศัยความร่วมมือด้านการจัดเก็บน้ำมันเชิงพาณิชย์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันบริษัทกำลังเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อเข้าถึงคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานในตลาดสำคัญในเอเชียเป็นอันดับแรก





