รายงาน Special Economic Zones and How to Tax Them โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่เมื่อ 27 ก.ย.2569 ระบุว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกในฐานะเครื่องมือสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีความแตกต่างกันใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ขนาด วัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ และที่ตั้ง
ปัจจุบัน SEZs ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเท่านั้น แต่ครอบคลุมขอบเขตการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเกือบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ไปจนถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการให้บริการทางธุรกิจเฉพาะทาง
โดย SEZs จำนวนมากไม่ได้สร้างประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญหรือยั่งยืนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม SEZs ที่ประสบความสำเร็จแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก กลับส่งผลให้เครื่องมือการพัฒนานี้ได้รับความนิยมอย่างสูงเกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งชี้ให้เห็นว่า SEZs อาจไม่เหมาะกับทุกประเทศหรือทุกระดับของการพัฒนา
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ โดยอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบภายในประเทศและกลยุทธ์การพัฒนา อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการใช้ SEZs เป็นแหล่งขับเคลื่อนการเติบโต แต่ SEZs ที่ประสบความสำเร็จก็อาจก่อให้เกิดภาระทางการคลังและความบิดเบือนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบ
ด้านมาตรการจูงใจทางภาษีไม่ใช่ปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จของ SEZs มาตรการที่ช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตโดยตรงสำหรับบริษัทที่อยู่ใน SEZs อาจมีความคุ้มค่า เช่น การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับปัจจัยการผลิตทั้งวัตถุดิบขั้นต้นและขั้นกลาง รวมถึงการอนุญาตให้หักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งด่วน หรือการหักค่าใช้จ่ายเงินลงทุนในคราวเดียวแทนการทยอยหักค่าเสื่อมราคา เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี
ในทางกลับกัน การยกเว้นภาษีโดยเฉพาะการยกเว้นถาวร จากกำไรหรือค่าจ้าง มักไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนใน SEZs อีกทั้งยังมีต้นทุนสูงและเสี่ยงต่อการถูกใช้ในทางที่ผิด ทั้งนี้ ภาษีทรัพย์สินถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะภายใน SEZs แม้การไม่จัดเก็บภาษีดังกล่าวถือเป็นการสร้างภาระที่สูงและไม่เป็นธรรมต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
รายงานชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SEZs ประสบความสำเร็จยังคงเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษี ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่เชื่อถือได้ ระบบโลจิสติกส์และกระบวนการศุลกากรที่มีประสิทธิภาพ กรอบกฎหมายที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ การบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจที่มีความสามารถ เป็นอิสระ และตรวจสอบได้ กรอบกฎระเบียบที่คล่องตัว แรงงานที่มีทักษะหรือสามารถฝึกฝนได้ การตั้งอยู่ใกล้กับตลาดและซัพพลายเออร์ รวมถึงการมีความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับเศรษฐกิจภายในประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการดึงดูดและรักษาการลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะมาตรการจูงใจทางภาษีไม่สามารถชดเชยปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอได้
ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones หรือ SEZs) คือพื้นที่ที่ถูกกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ไว้อย่างชัดเจน โดยมีกฎระเบียบทางเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ภายในเขตอำนาจศาลเดียวกัน เขตเศรษฐกิจพิเศษมีการให้บริการที่หลากหลาย เช่น โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคต่าง ๆ อีกทั้งยังมอบสิทธิประโยชน์จูงใจหลายประการ อาทิ การลดหย่อนภาษี การปรับปรุงขั้นตอนทางศุลกากรให้มีความคล่องตัว และการใช้กรอบกฎระเบียบที่ไม่ซับซ้อน
“วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวย เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ สร้างงาน ส่งเสริมการส่งออก และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเนื่อง (spillover effects) เช่น การถ่ายทอดทักษะ นวัตกรรม และเทคโนโลยี”
อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น เขตเสรีเฉพาะทางหรือแบบผสมผสาน เขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Zones หรือ FTZs, เขตส่งเสริมการส่งออก หรือ Export Promotion Zones หรือ EPZs,เขตฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือเมืองพิเศษที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายเฉพาะ หรือ charter citiesโดยแต่ละรูปแบบถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเภทที่แตกต่างกันไป
มูลค่าธุรกิจเกิดใหม่ในอีอีซีดิ่งลง40%
สำหรับประเทศไทยมี เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก : Eastern Economic Corridor (EEC)ประกอบด้วยพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยองเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับทิศทางในอนาคต
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า การจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือน ม.ค. – ก.ย. 2569 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเขตพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวม 7,491 รายลดลง 14.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (AoA ) ด้านทุนจดทะเบียน 19,565.22 ล้านบาท ลดลงคิดเป็น 42.13% โดย 72.33% เป็นการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 5,418 ราย
ปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีนิติบุคคลคงอยู่ ณ 30 ก.ย.2569 จำนวน 106,411 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 2,300,118.68 ล้านบาทแบ่งเป็น จ.ชลบุรี 77,757 ราย คิดเป็น 73.07% จ.ระยอง 19,891 ราย คิดเป็น 18.69% และ จ.ฉะเชิงเทรา8,763 ราย คิดเป็น 8.24% ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ คิดเป็น 61.10% รองลงมาคือการขายส่งขายปลีก คิดเป็น 24.28% และการผลิตคิดเป็น 14.61%
ญี่ปุ่นแชมป์ลงทุนในพื้นที่อีอีซี
สำหรับ การถือหุ้นของต่างชาติในนิติบุคคลไทยคิดเป็น 60.74% ของทุนทั้งหมด โดยสัญชาติญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 27.22% รองลงมาคือ จีน มีสัดส่วนคิดเป็น 21.56% และสิงคโปร์มีสัดส่วนคิดเป็น 14.78% โดยมีการลงทุนในจังหวัดระยองสูงสุดคิดเป็น 47.17%
ธุรกิจที่ลงทุนโดยสัญชาติญี่ปุ่นสูงสุด 3 อันดับแรก เรียงลำดับจากมูลค่าทุนจดทะเบียน ได้แก่ ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับยานยนต์มูลค่าการลงทุน 83,539.44 ล้านบาท รองลงมาผลิตอะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม มูลค่าการลงทุน 39,186.51 ล้านบาท และผลิตยางล้อและยางใน มูลค่าการลงทุน 31,797.30 ล้านบาท
ส่วนธุรกิจที่ลงทุนโดยสัญชาติจีนสูงสุด 3 อันดับแรก เรียงลำดับจากมูลค่าทุนจดทะเบียน ได้แก่ ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับยานยนต์ มูลค่าการลงทุน 30,784.17 ล้านบาท รองลงมา ผลิตยางล้อและยางใน มูลค่าการลงทุน 16,838.67 ล้านบาท และการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า มูลค่าการลงทุน 16,746.56 ล้านบาท
ภาคกลาง-ตะวันออกถือ 93%มูลค่าลงทุนประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,954 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,707,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น28%
ในด้านพื้นที่ ภาคกลางมีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 955,260 ล้านบาท จาก 778 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 632,320 ล้านบาท จาก 856 โครงการ โดยทั้งสองภูมิภาคเป็นพื้นที่ฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีมูลค่ารวมกันถึง93% ของคำขอทั้งหมด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569 ว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
“ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติที่เกี่ยวข้องกับ EEC ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่ EEC รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการ EEC เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้”
นายกฯสั่งโชว์ศักยภาพประเทศจุดขายการลงทุน
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่อาจอาศัยเพียงจุดเด่นด้านค่าแรงราคาถูก แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งด้านการจ้างงาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรไทย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์เทคโนโลยี ศูนย์การศึกษา และศูนย์วิจัย เพื่อเตรียมบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ทั้งนี้ การลงทุนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
“การพัฒนา EEC ต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมาย ระเบียบบริหารราชการเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ ไม่ใช่รัฐในรัฐ พร้อมกำชับให้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสื่อสารถึงความพร้อมของไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน โดยผลการลงทุนที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย
เปิดลิสต์ 4 เขตส่งเสริมใหม่รับอุตฯอนาคต
สำหรับผลการประชุม กพอ. ที่ประชุมเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่งในพื้นที่ EEC ได้แก่ 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร
2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร การบินและโลจิสติกส์ และดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG)
3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์ ดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร
และ 4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ทั้งนี้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561





