กรมวิชาการเกษตรยัน ‘กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช’ ช่วยหนุนวิจัยและปกป้องสิทธิ ไม่ใช่การผูกขาด จ่ายแค่ปีละ 1,000 บาท ช่วยยกระดับเกษตรไทยโตยั่งยืน
KEY POINTS
- กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์ ไม่ได้มีไว้เพื่อการผูกขาดหรือจำกัดสิทธิเกษตรกร
- กฎหมายช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตรของไทย และสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์พืชใหม่ที่มีความทนทานและให้ผลผลิตสูงขึ้น
- กฎหมายไม่ได้ทำลายพันธุ์พืชดั้งเดิม และมีข้อยกเว้นให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชสำคัญบางชนิดไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ
ในยุคที่ภาคเกษตรกรรมทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง โรคระบาดพืช และการแข่งขันในระดับสากลที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น “การปรับปรุงพันธุ์พืช” ถือเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งในการสร้างพืชผลสายพันธุ์ใหม่ที่มีความอึด ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และให้ผลผลิตสูงขึ้น
นายป่าน ปานขาว รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองพันธุ์พืช กล่าวว่า ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคมเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งมักมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุน หรือสร้างข้อจำกัดและภาระให้แก่เกษตรกรนั้น แท้จริงแล้วกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้มีไว้เพื่อ “จำกัดสิทธิ” แต่มีไว้เพื่อ “สร้างแรงจูงใจ” ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งปกป้องและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน
- กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ก้าวสำคัญสู่มาตรฐานสากล
การพัฒนาทางเกษตรกรรมของประเทศไทยไม่สามารถแยกออกจากบริบทโลกได้ ประเทศไทยเลือกที่จะมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นของตนเอง โดยประยุกต์ใช้หลักการสำคัญบางส่วนจากอนุสัญญา UPOV 1978 (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ผสมผสานเข้ากับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจและให้เกียรติผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช เนื่องจากการคิดค้นและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมาสักหนึ่งสายพันธุ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ระยะเวลาอันยาวนาน เงินลงทุนมหาศาล และความทุ่มเทอย่างหนัก หากไม่มีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้รองรับ นักวิจัย สถาบันการศึกษา หรือภาคเอกชน ย่อมสูญเสียแรงจูงใจในการลงทุนวิจัย
นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมเมล็ดพันธุ์ย่อมได้เปรียบ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศให้พืชสามารถยื่นขอรับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้แล้วทั้งสิ้น 107 ชนิด ครอบคลุมตั้งแต่พืชเศรษฐกิจสำคัญ พืชไร่ พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชให้เนื้อไม้ ไปจนถึงกลุ่มเห็ด โดยมีคำขอจดทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้นกว่า 2,134 คำขอ และมีพันธุ์พืชที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสะสมรวมกว่า 769 พันธุ์ จากจำนวนพันธุ์ที่เคยรับจดทะเบียนสะสมทั้งหมดประมาณ 1,108 พันธุ์ ซึ่งบางส่วนได้หมดอายุหรือถูกถอนสิทธิตามวาระ
ผู้ยื่นคำขอส่วนใหญ่เป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืชจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานอิสระ และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาด้านเกษตรกรรม
- เงื่อนไขความเข้มงวด “ใหม่ แตกต่าง และสม่ำเสมอ”
นายป่าน กล่าวว่า ไม่ใช่พืชทุกชนิดหรือใครก็ตามจะสามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้ตามอำเภอใจ กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการมีความเข้มงวดและต้องผ่านการตรวจสอบตามหลักวิชาการสากลอย่างเคร่งครัด โดยมีเกณฑ์การพิจารณาหลัก ดังนี้
ต้องเป็นพันธุ์ใหม่ พืชที่จะนำมาขอจดทะเบียนต้องไม่เคยมีการจำหน่ายหรือเผยแพร่มาก่อนในราชอาณาจักรเกิน 1 ปี หรือในต่างประเทศเกิน 4-6 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทพืช) หากเป็นพันธุ์ที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติหรือเคยแพร่หลายมานานแล้ว จะไม่สามารถนำมาขอจดทะเบียนซ้ำซ้อนได้
ต้องมีความแตกต่าง พันธุ์พืชใหม่นั้นต้องมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์หรือลักษณะปรากฏ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพันธุ์พืชอื่นที่ใกล้เคียงที่สุดซึ่งมีอยู่ก่อนหน้า
ต้องมีความสม่ำเสมอและคงตัว ลักษณะทางพันธุกรรมของพืชจะต้องมีความนิ่งและมีความสม่ำเสมอ ไม่กลายพันธุ์หรือแปรปรวนง่ายเมื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อในรุ่นถัดไป
เมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบและประกาศโฆษณาคัดค้านเป็นเวลา 90 วัน หากไม่มีผู้คัดค้าน ทางราชการจะออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน โดยกำหนดอายุการคุ้มครองตามธรรมชาติและวงจรชีวิตของพืชแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม ได้แก่
พืชล้มลุกทั่วไป ได้รับความคุ้มครอง 12 ปีพืชไม้ผล หรือไม้ยืนต้น ได้รับความคุ้มครอง 17 ปีพืชที่ใช้ประโยชน์เชิงเนื้อไม้ (รวมถึงไม้ยืนต้นระยะยาวบางชนิด) ได้รับความคุ้มครองสูงสุด 27 ปี
- ความคุ้มค่าแห่งการลงทุน ค่าธรรมเนียมรายปี 1,000 บาท กับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ประเด็นสำคัญที่มักสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนคือเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสิทธิ โดยข้อเท็จจริงตามกฎหมายไทย ผู้ทรงสิทธิจะต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อรักษาสิทธิการคุ้มครองในอัตราเพียงปีละ 1,000 บาท สำหรับพืชทุกชนิด และต้องชำระอย่างต่อเนื่องทุกปีโดยไม่ให้ขาด เพื่อคงสถานะผู้ทรงสิทธิตามกฎหมาย
เมื่อนำค่าธรรมเนียมปีละ 1,000 บาท มาเปรียบเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและระยะเวลาความคุ้มครองที่ยาวนาน เช่น ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นที่ได้รับความคุ้มครองนานถึง 17 ปี จะเห็นถึงความคุ้มค่าอย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง การลงทุนพัฒนาพันธุ์ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นคุณภาพสูง เมื่อผู้ทรงสิทธิชำระค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิปีละ 1,000 บาท แต่สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์หรือผลผลิตเชิงพาณิชย์ในระดับหลักแสนบาทต่อปี
“การชำระค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ใช่ภาระทางการเงินที่หนักหน่วง แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองไม่ให้ถูกละเมิด สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ภายใต้ชื่อ ‘แก้วจุรี’ ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 ก็ยังคงรักษาสิทธิและชำระค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง” นายป่าน กล่าว
- “คุ้มครองพันธุ์พืช” ไม่ใช่การผูกขาดหรือทำลายพันธุ์เดิม
ในสังคมมักมีความกังวลว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชจะกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร หรือทำให้เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมหายไป แต่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายและวิชาการได้จำแนกประเด็นเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน
ไม่ใช่วิธีทำลายต้นพืชเดิม กระบวนการปรับปรุงพันธุ์พืชเป็นการนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติเด่นมาผสมข้ามกัน เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีกว่าเดิม ต้นพืชดั้งเดิมในธรรมชาติไม่ได้ถูกทำลายล้างหรือสูญหายไป เกษตรกรและผู้สนใจยังคงสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชดั้งเดิมได้ตามปกติ
สิทธิของเกษตรกร กฎหมายไทยได้ออกแบบข้อยกเว้นเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มพืชไร่และพืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว และข้าวโพด ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ส่วนเกินจากการเพาะปลูกของตนเองไว้ใช้ปลูกต่อในฤดูกาลผลิตถัดไปได้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิหรือความคุ้มครองตามกฎหมาย
ขอบเขตการควบคุมเชิงพาณิชย์ ผู้ทรงสิทธิมีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมการขยายพันธุ์เพื่อการแข่งขันทางการค้า หรือการนำไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่ได้ห้ามเกษตรกรรายย่อยเพาะปลูกเพื่อยังชีพหรือจำหน่ายผลผลิตตามปกติแต่อย่างใด
- จุดยืนของประเทศไทยในเวทีอาเซียน
เมื่อพิจารณาภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นว่าศักยภาพและภูมิปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์พืชไทยอยู่ในระดับแนวหน้า มีความเชี่ยวชาญไม่แพ้ชาติใดในโลก อย่างไรก็ตาม ในมิติของกฎหมายและโครงสร้างการสนับสนุน หลายประเทศเพื่อนบ้านกำลังเร่งพัฒนาให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากเวทีสากลและระบบฐานข้อมูลความคุ้มครองพันธุ์พืช เช่น UPOV Database สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และอีกหลายประเทศ เริ่มมีความตื่นตัวในการผลักดันการเป็นภาคีสมาชิกและพัฒนาระบบกฎหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเกษตรสมัยใหม่ หากประเทศไทยหยุดนิ่งหรือไม่ส่งเสริมระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ อาจสูญเสียโอกาสในการรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเมล็ดพันธุ์พืชในภูมิภาคได้
กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและระบบการจดทะเบียนสิทธิไม่ใช่ “กำแพง” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อปิดกั้นหรือเอาเปรียบเกษตรกรรายย่อย แต่แท้จริงแล้วเป็น “สะพานเชื่อม” สำคัญระหว่างงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมพืชพันธุ์ใหม่กับความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
การที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนพืชหลากหลายชนิดกว่า 107 ชนิด พร้อมกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิที่เข้าถึงได้เพียงปีละ 1,000 บาท สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ในอนาคต สิ่งที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อลดความหวาดระแวง และส่งเสริมให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่มีความอึด ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูง อันจะนำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
การขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ร่วมกันอย่างสมดุล จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาภาคเกษตรกรรมไทยให้ก้าวข้ามทุกความท้าทาย และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป





