วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สันติธาร’ แนะไทยถอดบทเรียน IMF-WB 2026 รับความท้าทายโลก ‘พายุซ้อน-กันชนบาง-เดอะแบกขาเดียว’

"สันติธาร" ถอดบทเรียน IMF-World bank 2026 รับ 3 ความท้าทายเศรษฐกิจโลก ได้แก่ "พายุซ้อน" จากความเสี่ยงพลังงานและต้นทุนการเงิน "กันชนบาง" จากการรับแรงกระแทกทางการคลังลดลง และ "เดอะแบกขาเดียว" จากการลงทุนใน AI ยังกระจุกตัว ใช้งานไม่แพร่หลาย แนะไทยปรับตัว วางตำแหน่งตัวเองเป็น "Trusted Connector" ริเริ่มความร่วมมือ-หาพันธมิตรใหม่

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group Annual Meeting 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ที่ไทยได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง หลังเคยจัดครั้งแรกเมื่อปี 2534 

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เขาได้เล่าไปแล้วว่าโลกได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทย จึงอยากกลับมาเล่าอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ "แล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากโลก?"

โดยนายสันติธาร กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank Annual Meetings หรือ "โอลิมปิกการเงิน" เป็นโอกาสให้ไทยได้ฟังว่าขุนพลเศรษฐกิจการเงินทั่วโลกกำลังกังวลอะไร และมองเห็นโอกาสตรงไหน นอกจากประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าแล้ว ยังได้จับสัญญาณทั้งจุดเปราะบางที่อาจกลายเป็นวิกฤต และการเปลี่ยนเกมที่อาจพลิกกฎกติกาของโลกอย่างถาวร

จากการได้ช่วยดูแลเนื้อหาฝั่งเจ้าภาพและแลกเปลี่ยนกับผู้นำหลายท่าน นายสันติธารได้รวบสิ่งที่ได้ยินออกมาเป็นสองเรื่องใหญ่ ดังนี้

จุดเปราะบางเศรษฐกิจโลก "พายุซ้อน กันชนบาง และเดอะแบกที่ยืนขาเดียว"

นายสันติธารชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะผ่านแรงกระแทกมาได้หลายระลอก แต่การที่ตัวเลขโดยรวมยังดูทนทาน ไม่ได้แปลว่าทุกประเทศ ทุกธุรกิจ และทุกครัวเรือนยังรับไหวเท่ากัน

"พายุซ้อน" คือความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนทางการเงิน ความผันผวนของพลังงานยังเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า เพราะกระทบทั้งค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และภาระของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน 

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ก็อาจทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนมีต้นทุนสูงขึ้นเมื่อต้องกู้ใหม่หรือต่ออายุหนี้เดิม

ในโลกแบบนี้ นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตเปรียบเหมือนคุณครูที่เข้มงวดขึ้น ประเทศที่นโยบายขาดความน่าเชื่อถือหรือมีความเปราะบางสะสม อาจเผชิญแรงขายในตลาดการเงินและแรงกดดันต่อค่าเงินได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เคยพอปล่อยผ่านได้ในวันที่เงินทุนหาได้ง่าย อาจไม่ผ่านสายตาตลาดในวันนี้

‘สันติธาร’ แนะไทยถอดบทเรียน IMF-WB 2026 รับความท้าทายโลก ‘พายุซ้อน-กันชนบาง-เดอะแบกขาเดียว’ "กันชนบาง" คือการที่หลายประเทศเหลือกำลังรับแรงกระแทกน้อยลง รัฐบาลจำนวนมากมีหนี้และภาระรายจ่ายสะสม ขณะที่ยังต้องเตรียมเงินไว้รับมือสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และภัยภูมิอากาศ

นายสันติธารตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อก่อนเวลาพูดถึงความเปราะบางทางการคลัง เรามักนึกถึงประเทศกำลังพัฒนา แต่รอบนี้ข้อกังวลจำนวนมากกลับพุ่งไปที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ด้วย ในทางกลับกัน บางประเทศที่เคยผ่านวิกฤตรุนแรงกลับเข้มแข็งขึ้น

ฉากหนึ่งที่เขาจำได้จากเวที IMF Global Flagship Debate คือตอนที่รัฐมนตรีคลังกรีซเล่าถึงการฟื้นความน่าเชื่อถือหลังวิกฤตหนี้ โดยกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ปัจจุบันกรีซสามารถกู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าประเทศขนาดใหญ่บางแห่งเสียอีก"

นายสันติธารมองว่า เรื่องนี้เตือนใจสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ประเทศที่เคยอ่อนแอไม่จำเป็นต้องอ่อนแอตลอดไป อีกด้านหนึ่ง ประเทศที่เคยแข็งแรงก็ไม่ควรคิดว่าความน่าเชื่อถือเป็นของตาย

ส่วน AI คือ "เดอะแบกที่ยังยืนขาเดียว" AI ถูกถกกันอย่างแพร่หลายในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ หลายคนมองว่าแรงลงทุนด้านนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโลกรับแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าที่คาด

อย่างไรก็ตาม แรงส่งที่เห็นชัดยังมาจาก "ขาแรก" คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงพลังงานที่รองรับระบบเหล่านี้ หรือ "All in AI"

ประเทศและธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวได้รับประโยชน์ก่อน ซึ่งไทยก็มีโอกาสอยู่ในหลายส่วน แต่คนอีกจำนวนมากยังไม่รู้สึกถึงแรงส่งเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมี "ขาที่สอง" คือการใช้ AI เพิ่มผลิตภาพในเศรษฐกิจวงกว้าง หรือ "AI in All"

ในประเด็นนี้ เวที Small AI ของธนาคารโลกชวนให้มองการใช้งานที่จับต้องได้ ตั้งแต่ช่วยเกษตรกรวางแผนการปลูก ช่วยคนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการการแพทย์และความรู้ที่จำเป็น ไปจนถึงช่วยร้านเล็กบริหารยอดขายและต้นทุน อย่าง "นกกระซิบ" ของไทย แต่โจทย์สำคัญคือจะทำให้คนจำนวนมากเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

เพราะหากการใช้งานไม่ขยายตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก็เสี่ยงจะคล้ายกับการสร้างถนนจำนวนมาก แต่มีคนใช้น้อยเกินกว่าจะคุ้มค่า

‘สันติธาร’ แนะไทยถอดบทเรียน IMF-WB 2026 รับความท้าทายโลก ‘พายุซ้อน-กันชนบาง-เดอะแบกขาเดียว’

เข้าน่านน้ำใหม่ ต้องระวังอย่าเล่นผิดเกม

นอกจากจุดเปราะบางแล้ว นายสันติธารยังเปรียบว่า เรือที่แข็งแรงอาจผ่านพายุไปได้ แต่หากกำลังเข้าสู่น่านน้ำที่กระแสลม เส้นทางเดินเรือ และกติกาเปลี่ยนไป การเดินตามแผนที่เดิมก็อาจพาเราหลงทาง เรื่องนี้ตรงกับหลักคิดที่เขาพูดถึงบ่อย ๆ ในหนังสือ Future You ว่าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแรง ต้องระวัง "อย่าเล่นผิดเกม"

จากการประชุมรอบนี้ การเปลี่ยนเกมที่เห็นชัดที่สุดคือระเบียบโลกที่แบ่งขั้วและแตกแยกมากขึ้น ประเทศที่เคยนำความร่วมมือบางเรื่องอาจไม่พร้อมเล่นบทบาทเดิม ประเทศที่เคยดูแข็งแกร่งอาจมีข้อจำกัดมากกว่าที่คิด ส่วนบางประเทศที่เคยอยู่นอกสายตาอาจมีพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี ตลาด หรือจุดแข็งที่โลกกำลังต้องการ

สำหรับไทย นายสันติธารมองว่านี่คือพื้นที่ของการเป็น "Trusted Connector" หรือประเทศที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมความร่วมมือโดยได้รับความไว้วางใจ ซึ่งอาจเริ่มได้จากสามแนวทางสำคัญ

หนึ่ง ไม่ต้องรอให้ประเทศใหญ่นำ

นายสันติธารกล่าวว่า เขาชอบที่รองนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์กล่าวในเวทีที่ไทยจัดว่า โลกที่แตกแยกไม่ได้หมายความว่าประเทศขนาดกลางและเล็กต้องเป็นเพียงผู้ถูกกระทำและรอให้ประเทศใหญ่มาช่วย แต่สามารถเริ่มจากจุดแข็งที่มีหรือความท้าทายที่เผชิญ แล้วใช้มันสร้างความร่วมมือและทางเลือกใหม่ให้ประเทศได้

ในการประชุมครั้งนี้ ไทยได้ผลักดันความร่วมมือหลายด้าน เช่น Bangkok Blueprint ที่เน้นความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อรับมือการหลอกลวงทางการเงิน และความร่วมมือกับธนาคารโลกด้านเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cities)

นายสันติธารย้ำว่า เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง เพียงแต่ต้องเห็นร่วมกันว่าปัญหาบางอย่างสำคัญพอที่จะลงมือทำร่วมกัน

‘สันติธาร’ แนะไทยถอดบทเรียน IMF-WB 2026 รับความท้าทายโลก ‘พายุซ้อน-กันชนบาง-เดอะแบกขาเดียว’

สอง หาเพื่อนใหม่นอกวง

ความร่วมมือในภูมิภาคอย่างอาเซียนยังสำคัญ แต่ในช่วงที่โลกแตกแยก ไทยควรมองออกไปนอกวงความสัมพันธ์เดิมด้วย เพื่อหาเพื่อนใหม่ที่เผชิญโจทย์คล้ายกันและกำลังมองหาพันธมิตรเช่นเดียวกัน

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยเปิดพื้นที่ให้ยุโรปกับเอเชียได้พูดคุยกันมากขึ้นในช่วงที่เป็นเจ้าภาพ เพราะยุโรปเองก็กำลังมองหาความร่วมมือใหม่ในเอเชีย ทั้งสองภูมิภาคมีโจทย์ร่วมกัน ตั้งแต่การรักษาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ไปจนถึงโอกาสจากเทคโนโลยี ความสัมพันธ์นี้จึงควรนำไปต่อยอดหลังการประชุมจบลง

สาม เชื่อมประโยชน์ให้ลงถึงคนในประเทศ

ในวันที่ธุรกิจทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยง การเชื่อมโยงได้กับหลายประเทศเป็นจุดดึงดูดการลงทุนที่สำคัญ แต่โจทย์ที่หลายประเทศเผชิญคือ เงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่คนในประเทศยังไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์

ไทยจึงต้องทำให้เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาถูกแปลงเป็นทักษะ งานที่ดีขึ้น และโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ในประเทศ เพราะการดึงดูดการลงทุนระดับโกลบอลต้องเกิดควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้คนระดับโลคอล และการสร้าง Trust ระหว่างประเทศก็ต้องเกิดควบคู่ไปกับการสร้าง Trust ในประเทศ

"ความหวัง" ที่ผู้มาเยือนสัมผัสได้

นายสันติธารปิดท้ายด้วยเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากเล่าให้ฟัง ในวันสุดท้ายของการประชุม เจ้าหน้าที่ IMF คนหนึ่งที่ช่วยจัดงานเล่าว่า สิ่งที่ทำให้ทีมประหลาดใจระหว่างรวบรวมข้อสรุปจากการประชุมคือ ทั้งที่โจทย์เศรษฐกิจโลกท้าทายขนาดนี้ บรรยากาศครั้งนี้กลับทำให้รู้สึก "มีความหวัง" และรู้สึกว่าปัญหาต่าง ๆ ยังมีทางออกหากร่วมมือกัน

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวบอกว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับการประชุมลักษณะนี้ และคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากบรรยากาศที่ความน่ารักและความเอาใจใส่ของคนไทยช่วยกันสร้างขึ้น ซึ่งคนไทยอาจไม่ทันรู้ตัว แต่ผู้มาเยือนสัมผัสได้

นายสันติธารกล่าวว่า ฟังแล้วรู้สึกว่านี่อาจเป็นจุดแข็งอีกอย่างที่เราคุ้นเคยจนลืมไปว่ามีค่า การประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้ทำให้ไทยได้เรียนรู้จากโลกเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้ว่า "โลกมองเราอย่างไร" เมื่อเขาได้มาสัมผัสวัฒนธรรมไทยและพบคนไทยตัวเป็น ๆ มากกว่ารู้จักผ่านรายงาน

เรื่องนี้ช่วยเตือนเขาว่า แม้ในช่วงที่โลกเผชิญพายุแห่งความไม่แน่นอนหลายลูกจนมองเห็นทางออกได้ยาก เราก็ไม่ได้เผชิญความท้าทายเหล่านี้อยู่คนเดียว และประเทศไทยยังมีจุดแข็งให้ต่อยอดอีกมาก การได้พบกันและรับฟังกันอาจช่วยให้เราเห็นทางออกที่มองไม่เห็นเมื่อคิดอยู่เพียงลำพัง

"ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ" นายสันติธารกล่าวทิ้งท้าย