วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สันติธาร’ เปิดเบื้องลึก ‘โอลิมปิกการเงิน’ กับบทบาท ‘Editor-in-Chief’ ฝั่งเจ้าภาพ

"สันติธาร" เปิดเบื้องหลังการประชุม IMF-World Bank 2026 ในฐานะ Editor-in-Chief ฝั่งเจ้าภาพ นำเสนอไทยในฐานะ Trusted Connector และพันธมิตรที่น่าลงทุน พร้อมเปรียบการทำงานที่เหมือน "คนแต่งเพลง" และ "คอนดักเตอร์" คอยประสานทุกภาคส่วนให้การประชุมสำเร็จลุล่วง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศในระยะยาว

ในห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 มีบุคคลหนึ่ง ที่ผู้คนมักเห็นเขาเพียงบทบาทที่ต้องขึ้นพูดบนเวที แต่เบื้องหลังกลับซ่อนบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยให้โลกได้ยินเสียงของไทยชัดเจนมากขึ้น

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า หลายคนถามตนว่า การขึ้นเวทีพูดในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกครั้งนี้ "เหนื่อยไหม" สันติธารตอบตามตรงว่าเหนื่อย แต่ในงานนี้สิ่งที่ท้าทายมากกว่าอยู่หลังเวที ในบทบาทที่เรียกว่า Editor-in-Chief หรือ "บรรณาธิการใหญ่" ฝั่งเจ้าภาพ

เป้าหมายของทีมคือให้โลกเห็นไทยเป็น

  • เจ้าภาพที่โลกหลงรัก
     
  • ผู้ร่วมกำหนดวาระที่โลกยอมรับ หรือ agenda shaper ที่มีส่วนตั้งคำถามและเสนอแนวคิด
     
  • พาร์ทเนอร์ที่โลกเชื่อมั่นและน่าลงทุนด้วย (นอกจากเป็นประเทศที่น่าเที่ยวแล้ว)

นายสันติธารเปรียบหน้าที่นี้ว่าเป็นทั้ง "คนช่วยแต่งเพลง" และ "คอนดักเตอร์" ที่ช่วยให้ดนตรีหลายชิ้น หลายวง เล่นสอดประสานกัน งานหลักแบ่งได้ 5 ส่วน

1) "แต่งเพลง" ที่มีทั้งความเป็นสากลและความเป็นไทย

งานเริ่มจากการตั้งโจทย์ว่าจะชวนโลกคุยเรื่องอะไร

ถ้าตั้งโจทย์จากประเทศไทยมากเกินไป ประเทศอื่นอาจมองไม่เห็นว่าเกี่ยวกับเขาอย่างไร แต่ถ้าคุยเรื่องโลกโดยไม่มีมุมที่ไทยช่วยได้ ไทยก็เสียโอกาสที่จะมีบทบาท จึงต้องหาจุดพบกันระหว่าง "สิ่งที่โลกต้องการ" กับ "สิ่งที่ประเทศไทยมีดี"

ในการออกแบบ Royal Pavilion เฉลิมพระเกียรติ ทีมตั้งใจเลือกหลักการทรงงานและประสบการณ์การพัฒนาที่เชื่อมกับโจทย์ที่โลกกำลังสนใจ เพื่อให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประเทศไทยเกี่ยวข้องกับปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่อย่างไร

ทีมใช้วิธีคิดเดียวกันนี้วาง 4 เสาหลักของเนื้อหาฝั่งเจ้าภาพ ได้แก่

  • โลกที่แบ่งขั้วและห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป
     
  • เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่ก้าวกระโดด
     
  • การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับตัวต่อภูมิอากาศที่แปรปรวน
     
  • สังคมสูงวัยกับเศรษฐกิจอายุยืน

บทบาทที่ไทยโดดเด่นที่สุด และยิ่งเป็นที่ต้องการในโลกที่กำลังแบ่งขั้ว คือการเป็น Trusted Connector หรือ "ผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ"

ไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี เป็นมิตรและเชื่อมได้กับหลายเศรษฐกิจสำคัญ อีกทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ จึงมีจุดแข็งในการเป็นสะพานเชื่อมที่โลกกำลังต้องการ

การเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้เข้าร่วมราว 20,000 คน ทั้งผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงินจากกว่า 190 ประเทศ และนักลงทุนที่เดินทางมาพบผู้นำเหล่านี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้บทบาทนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

2) สำรวจว่ามี "เวที" ไหนบ้างที่จะเล่นเพลงของเราได้

หากเปรียบงาน IMF–World Bank เป็นมหกรรมดนตรีที่มีหลายวงเล่นหลายเพลง ก็ต้องดูว่าไทยมีพื้นที่มากพอจะเล่นเพลงของตัวเองให้โลกได้ยินแล้วหรือยัง

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทีมผลักดันให้มี Host Country Events หรือเวทีที่ไทยเป็นเจ้าภาพเอง ออกแบบหัวข้อและคำถามได้เอง และเชิญผู้นำระดับโลก เช่น ประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการ IMF มาร่วมเสวนา

กว่าจะได้มาไม่ง่าย เพราะการให้เจ้าภาพจัดเวทีเองในระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติ ต้องผลักดันและเจรจากันอยู่หลายรอบ

สุดท้ายไทยได้เวทีของตัวเองสองเวที เพื่อชวนผู้นำระดับโลกคุยว่า ในโลกที่แตกแยกจะสร้างความร่วมมือกันอย่างไร และจะทำให้เงินทุนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและการปรับตัวต่อภูมิอากาศได้อย่างไร ทั้งสองเวทีได้รับการตอบรับดีมาก

นอกจากนี้ยังมีเวทีร่วมเรื่อง Bangkok Blueprint เพื่อต่อสู้กับภัยทางการเงินข้ามพรมแดน มีพาวิลเลียนสี่แห่งที่แสดงศักยภาพของไทยด้านต่าง ๆ รวมถึงปาฐกถาและการเสวนาที่ผู้นำไทยได้รับเชิญไปร่วมบนเวทีสำคัญของงาน

ไทยจึงได้ทั้งไปร่วมโต๊ะสำคัญของเขา และตั้งโต๊ะใหญ่ให้เขามาร่วมสนทนาด้วย

‘สันติธาร’ เปิดเบื้องลึก ‘โอลิมปิกการเงิน’ กับบทบาท ‘Editor-in-Chief’ ฝั่งเจ้าภาพ

3) ออกแบบตอนจบ ก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม

เมื่องานจบแล้ว อยากให้คนจำอะไรได้? "ท่อนฮุก" ของประเทศไทยควรอยู่ตรงไหน?

สิ่งที่นายสันติธารลองทำร่วมกับทีม คือเขียนร่างบทสรุปไว้ล่วงหน้า ก่อนผู้นำต่าง ๆ จะเดินทางมา และก่อนจะรู้ว่าแต่ละเวทีจะพูดอะไรกันจริง ๆ

นี่คือที่มาของ Bangkok Dialogue Notes เอกสารที่ฝั่งเจ้าภาพจัดทำขึ้นเพื่อสังเคราะห์ข้อคิดจากการสนทนาตลอดสัปดาห์ โดยเขียนขึ้นก่อนที่บทสนทนาจริงจะเริ่ม

ระหว่างเตรียมงาน ร่างนี้ยังเป็นแกนกลางของการสื่อสารและประสานงานระหว่างทีม เมื่อทุกคนเห็นว่า "ท่อนฮุก" ที่อยากให้คนจำเป็นอย่างไร ก็กลับไปดูงานที่ตัวเองรับผิดชอบได้ว่ากำลังช่วยส่งสารนั้นอยู่หรือเปล่า มีตรงไหนที่ความหมายเพี้ยน ประเด็นสำคัญเบาไป หรือบางส่วนหายไปเลย

แต่ละทีมจึงตัดสินใจในรายละเอียดได้โดยเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน และรู้ว่าต้องเติมบทสนทนาหรือกิจกรรมตรงไหน

ส่วนระหว่างงาน ต้องฟังจริง เก็บข้อคิดใหม่ และพร้อมแก้ร่างตามสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้จริง

‘สันติธาร’ เปิดเบื้องลึก ‘โอลิมปิกการเงิน’ กับบทบาท ‘Editor-in-Chief’ ฝั่งเจ้าภาพ

4) เมื่อ "งานดนตรี" จบแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อ?

การประชุมควรเปิดทางไปสู่การลงมือทำที่เป็นประโยชน์กับคนไทยและธุรกิจไทย ทีมจึงวางแนวทางสานต่อไว้สามทาง

หนึ่ง การพบผู้นำภาครัฐ: ทั้งประเทศที่มีเรื่องทำต่อด้วยกันได้ เช่น สิงคโปร์ที่จะเป็นประธานอาเซียนปีหน้าก่อนส่งต่อให้ไทย และประเทศที่ปกติมีโอกาสพบกันยาก เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ

สอง การเชื่อมกับเอกชน: เมื่อเห็นว่ายังมีพื้นที่พบปะกันน้อย จึงเพิ่มงาน World Economic Forum dinner ที่จัดร่วมกับกระทรวงการคลัง เชิญภาคธุรกิจและธนาคารชั้นนำจากหลายทวีปมาเริ่มคุยความร่วมมือกันที่กรุงเทพฯ แล้วสานต่อไปถึงการประชุมดาวอสต้นปีหน้า โดยมีคุณคริสตีน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป และคุณอินทรานี ราจาห์ รัฐมนตรีคนที่สองว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนกับภาคเอกชนด้วย

สาม ใช้ความสนใจจากโลกเป็นแรงส่งให้การปฏิรูปในประเทศเดินหน้าต่อ: ผ่านกลไก กรอ. และเป้าหมายร่วมกับเอกชน โดยมีงานศึกษาของธนาคารโลกช่วยกำหนดทิศทางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

เมื่อประกาศทิศทางไว้แล้ว ก็กลายเป็นแรงกดดันให้ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงด้วย

เพราะทีมตั้งไว้ว่า Trusted Connector ต้องไม่ใช่แค่ "เชื่อมโลก" เข้าด้วยกัน แต่ต้อง "เชื่อมประโยชน์จากโลกลงถึงผู้คน SME และชุมชน" ในประเทศด้วย

ความสนใจต้องแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง และเม็ดเงินลงทุนต้องแปลงเป็นทักษะ งานที่มีคุณภาพ และโอกาสของคนและผู้ประกอบการไทย

‘สันติธาร’ เปิดเบื้องลึก ‘โอลิมปิกการเงิน’ กับบทบาท ‘Editor-in-Chief’ ฝั่งเจ้าภาพ

5) เป็นคอนดักเตอร์ ตั้ง "วอร์รูม" ประสานให้เกิดงาน

เมื่อลงมือทำจริง การสื่อสารและประสานงานสำคัญมาก เพราะหลายฝ่ายต้องทำงานร่วมกันทั้งที่ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน

ต้องสื่อสารข้ามภาษา ข้ามไทม์โซน และข้ามวัฒนธรรมการทำงานที่ต่างกัน ต้องช่วยให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ตรงกัน และรู้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปกระทบงานของตัวเองอย่างไร

ยิ่งใกล้โค้งสุดท้าย หน้างานก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องมีแผนสอง แผนสาม มีวอร์รูมหลายห้อง มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และมีทีมประสานงานเก่ง ๆ คอยตามให้ทุกชิ้นเดินไปด้วยกัน

นายสันติธารย้ำว่าทั้งหมดเป็นผลงานของทีมไทยแลนด์ ตัวเขาเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่พยายามช่วยเชื่อมคน เชื่อมความคิด และเชื่อมงานหลายส่วนเข้าด้วยกัน

‘สันติธาร’ เปิดเบื้องลึก ‘โอลิมปิกการเงิน’ กับบทบาท ‘Editor-in-Chief’ ฝั่งเจ้าภาพ

ช่วงที่ "เพลงเริ่มประสานกัน"

นายสันติธารจดคำพูดและภาพจำไว้สามอย่าง

อย่างแรก ในฐานะเจ้าภาพ: ช่วงท้ายของงาน คุณอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก กล่าวว่าคนไทยมี "อะไรบางอย่าง" ที่พิเศษในการทุ่มเทดูแลเอาใจใส่ผู้มาเยือน คนไทยเองอาจไม่รู้ตัวเพราะทำกันเป็นธรรมชาติ แต่ผู้คนจากทั่วโลกที่มาครั้งนี้สัมผัสได้ชัดเจน เมื่อได้ฟังแล้ว เขานึกถึงคนทำงานจำนวนมาก รวมทั้งน้อง ๆ อาสาสมัคร ทั้งที่อยู่หน้างานและเบื้องหลัง ที่ช่วยกันดูแลแขกของประเทศตลอดสัปดาห์

อย่างที่สอง ในฐานะพาร์ทเนอร์ที่น่าลงทุนและทำธุรกิจด้วย: นักลงทุนและนักธุรกิจบางคนบอกว่า การมาครั้งนี้ทำให้เห็นศักยภาพของไทยที่มองไม่เห็นจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว และอาจไม่รู้เลยหากไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง จนรู้สึกว่า "Thailand is back"

อย่างที่สาม ในฐานะประเทศที่มีแนวคิดและประสบการณ์ให้โลกเรียนรู้: ภาพที่มีความหมายกับนายสันติธารมาก คือช่วงที่คุณคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากล่าวบนเวทีต่อหน้าผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศ และมีการถ่ายทอดไปทั่วโลก สำหรับคนทำงานเบื้องหลัง นี่คือโมเมนต์ที่ภาคภูมิใจและตื้นตันใจ

งานที่ยังไม่จบ

แน่นอนว่างานไม่ได้จบลงใน 7 วันนี้ ความสนใจและความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นยังต้องสานต่อให้เป็นประโยชน์กับคนไทย แต่การประชุมเพียงหนึ่งสัปดาห์นี้ก็อาจทิ้งความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยไว้กับผู้คนจากทั่วโลกไปอีกนาน

และระหว่างที่โลกได้เรียนรู้เกี่ยวกับไทย คนไทยก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองด้วย ว่าแม้จะเจองานที่ใหญ่และยากจนตอนแรกนึกไม่ออกว่าจะสำเร็จได้อย่างไร แต่เมื่อคนไทยร่วมมือกันและทุ่มเทอย่างเต็มที่ ก็ทำได้ไม่แพ้ใครในโลก

นายสันติธารบอกว่าวันข้างหน้าประเทศไทยยังมีโจทย์ยากอีกมาก จึงอยากให้ทุกคนเก็บความรู้สึกนี้ไว้เป็นพลังให้เดินหน้าต่อ

ท้ายที่สุด เขาขอบคุณท่านรองนายกฯ เอกนิติ ที่ไว้วางใจและนำทีม และขอบคุณทุกทีมทั้งหน้าเวทีและหลังเวทีที่ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์หน้านี้