วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ยอดผลิตรถยนต์ ก.ค. 69 โต 6.12% สวนทางกระบะทรุดดิ่ง 60% แบงก์คุมเข้มหนี้

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตัวเลขการผลิต ยอดขาย และการส่งออกยานยนต์ในเดือนก.ค. 2569 ซึ่งภาพรวมพบการเติบโตของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างก้าวกระโดด 

ขณะที่ ในภาคการผลิตและจำหน่ายรถกระบะซึ่งเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนกลับเผชิญวิกฤตหดตัวรุนแรงจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน สะเทือนตลอดซัพพลายเชนจนเริ่มมีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนทยอยปิดตัวลง

สำหรับรายละเอียดสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์แยกตามประเด็นสำคัญ มีดังต่อไปนี้

1. ยอดการผลิตรถยนต์ ขยายตัวโดยกลุ่ม xEV หนุนยอดผลิตรวมโต แต่รถเครื่องยนต์สันดาปหดตัวหนัก โดยในเดือนก.ค. 2569 มียอดผลิตรถยนต์รวมทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. 2568

ส่วนยอดผลิตรถยนต์สะสมในช่วงม.ค. - ก.ค. 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.09% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

การผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) เติบโตอย่างโดดเด่นแตะ 13,422 คัน เพิ่มขึ้น 271.80% ขณะที่การผลิตรถกระบะไฟฟ้าอยู่ที่ 346 คัน เพิ่มขึ้น 686.36%

กลุ่มรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดขยายตัวสูงเช่นกัน โดยยอดผลิตรถยนต์นั่ง HEV อยู่ที่ 24,173 คัน เพิ่มขึ้น 95.35% และยอดผลิต PHEV อยู่ที่ 1,661 คัน เพิ่มขึ้น 295.48% เนื่องจากความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาราคาน้ำมันแพงอันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ยอดผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) หดตัวรุนแรง เหลือเพียง 8,251 คัน ลดลงถึง 62.49% ขณะที่ยอดการผลิตรถกระบะโดยรวมยังคงลดลงเนื่องจากยอดจำหน่ายในประเทศลดฮวบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยใช้กำลังการผลิตรวมไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่มีอยู่

2. ยอดขายรถยนต์ในประเทศ พบว่า EV ครองส่วนแบ่งพุ่งเฉียด 36% ทว่ายอดขายกระบะวูบ 60% พิษคุมเข้มปล่อยกู้ โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนก.ค. 2569 ทำได้ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% เทียบกับก.ค. ปีก่อน และขยับตัวเพิ่มขึ้น 0.80% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. 2569

สำหรับยอดขายสะสมในช่วงม.ค. - ก.ค. 2569 อยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% ส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในเดือนนี้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% และครองสัดส่วนถึง 35.46% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ. ในทางกลับกัน รถยนต์นั่งสันดาปภายใน (ICE) มียอดขายเพียง 7,654 คัน หดตัวลง 34.58% เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ยอดขายรถกระบะดิ่งลงเหลือเพียง 1 หมื่นกว่าคัน จากเดิมที่เคยขายได้เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นกว่าคัน หรือลดลงกว่า 60% ในขณะที่รถกระบะ (Pickup 1 Ton) มียอดขายเหลือเพียง 5,084 คัน ลดลง 16.22%

ทั้งนี้ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยมีรายงานว่าตัวเลขสินเชื่อรถยนต์หดตัวลง 7.8% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในอัตราต่ำอย่างต่อเนื่อง (ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เติบโต 2.8%)

3. ยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป โดยออสเตรเลียยังเป็นพระเอกหลัก พยุงยอดส่งออกรวมโต 2.39% โดยการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.ค. 2569 มีจำนวน 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% มีมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทั้งสิ้น 52,238.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.49%

"ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยส่วนแบ่งตลาด 30.25% ขยายตัวถึง 29.16% รองลงมาคือตลาดเอเชีย ที่ส่วนแบ่งตลาดที่ 28.92% โต 14.79%"

ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางยอดส่งออกทรุดลงถึง 33.56% สัดส่วนลดเหลือ 14.56% และหดตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ผู้ส่งออกจำเป็นต้องหาเส้นทางเดินเรืออื่นที่ปลอดภัยกว่าเดิม

ในส่วนของการส่งออกกลุ่ม xEV ขยายตัวอย่างเด่นชัด โดยส่งออกรถยนต์นั่ง BEV ได้ 1,799 คัน พุ่งสูงขึ้น 1,399.17% และส่งออกรถกระบะไฟฟ้าได้ 299 คัน เพิ่มขึ้น 536.17%

ด้านยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสมในช่วงม.ค. - ก.ค. 2569 อยู่ที่ 495,313 คัน ลดลง 6.86% ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนสะสมรวมลดลงเหลือ 485,011.00 ล้านบาท หรือหดตัวลง 5.53%

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. แสดงความกังวลอย่างยิ่งเนื่องจากยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าสะสมช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค. - ก.ค. 2569) ที่ขายได้รวม 125,411 คันนั้น ปรากฏว่าเป็นยอดที่ผลิตจริงในประเทศเพียงแค่ 46,924 คัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 37.42% ของยอดขาย ส่งผลให้ตลาดส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสูงถึง 62.58% ซึ่งส่งผลเสียเปรียบต่อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ทั้งกลุ่มสันดาปและ EV ที่จ้างแรงงานคนไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

ขณะเดียวกัน รถกระบะซึ่งมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 90% กลับมียอดขายดิ่งลงอย่างหนัก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะรวมถึงอุตสาหกรรมในซัพพลายเชน จนส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศหดตัวหรือเติบโตต่ำ และผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องตัดสินใจเลิกกิจการหรือย้ายฐานการลงทุนไปต่างประเทศ

ชงภาคเอกชนจี้รัฐช่วยเหลือด่วน

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. อยากเรียกร้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 2 ประเด็น ดังนี้

1. เรียกร้องการปรับปรุงและปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรม โดยขอให้รัฐบาลเร่งทบทวนและปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้แก่รถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (ทั้งกลุ่มสันดาปและกลุ่ม EV) เพื่อไม่ให้เสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศมีการจ้างแรงงานไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโต

2. เสนอตั้งกองทุนค้ำประกันความเสียหายจากรถยึด ด้วยการนำข้อเสนอที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเสนอไว้เมื่อ 2 ปีก่อนกลับมาปัดฝุ่น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันความเสียหายให้กับสถาบันการเงินจากผลขาดทุนกรณีรถโดนยึดตามที่เกิดขึ้นจริง แต่จำกัดวงเงินไม่เกินคันละ 50,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญแลกเปลี่ยน

"สถาบันการเงินต้องผ่อนปรนและยินยอมปล่อยสินเชื่อสำหรับรถกระบะมากขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ยอดผลิต ตลอดจนรักษางานและรายได้ของแรงงานในซัพพลายเชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ และสร้างวัฏจักรการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาลในระยะยาว"