วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนค. เกาะติดผลประชุม IMF–World Bank 2026 ชู ไทยใช้ "Small AI" หนุน SMEs

สนค. ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกจากการประชุม IMF–World Bank 2569  เศรษฐกิจโลกยังยืดหยุ่นแต่เผชิญความไม่แน่นอน  เผย ไทยมีโอกาสต่อยอดจากกระแส AI พร้อมผลักดัน SMEs ใช้ “Small AI”

KEY POINTS

  • สนค. ชูแนวคิด “Small AI” จากการประชุม IMF-World Bank เพื่อส่งเสริมให้ SMEs นำ AI ที่ต้นทุนเหมาะสมและใช้งานง่ายมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ
  • แม้ไทยจะมีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ AI แต่การส่งเสริม "Small AI" จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้มากขึ้น
  • กระทรวงพาณิชย์เตรียมผลักดัน 3 แนวทางหลักเพื่อส่งเสริมการใช้ Small AI ได้แก่ การสนับสนุนเครื่องมือให้ SMEs, การพัฒนาผู้ประกอบการที่สร้าง AI และการใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับห่วงโซ่อุปทาน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า  จากการประเมินผลการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความยืดหยุ่น

แต่เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงด้านการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว  3.1 %  ในปี 2569 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.4  % ในปี 2570 หนุน

โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ซึ่งผลักดันให้การค้าโลกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 8.3 ในช่วงปี 2566–2568 เปิดโอกาสให้ประเทศที่พร้อมปรับตัวสามารถเติบโตไปกับกระแสเทคโนโลยีนี้ได้

สำหรับไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยไทยอยู่ในกลุ่ม 4 เศรษฐกิจที่มีการส่งออกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับ AI ต่อ GDP สูงที่สุด ร่วมกับเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก

อย่างไรก็ดี IMF คาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 และ 2570 เติบโตที่ 2.1  % ซึ่งยังมีช่องว่างในการยกระดับการเติบโตเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศและเศรษฐกิจในภูมิภาค

ดังนั้น ไทยจึงควรต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตและการส่งออก ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก

สนค. เกาะติดผลประชุม IMF–World Bank 2026 ชู ไทยใช้ "Small AI" หนุน SMEs

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ในด้านการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแส AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงเดือนก.ย. 2569 อาทิ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัว 117.5 %  ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  59.4  % ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน  แผงวงจรไฟฟ้า  45.9  % ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน  

เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 34.8 % ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน  และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 32.2 %  ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน สะท้อนโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก

สอดคล้องกับมูลค่าเงินลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในช่วงเวลานี้ และเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

อย่างไรก็ตาม การทำให้โอกาสดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง จำเป็นต้องส่งเสริมการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะบุคลากร และการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้มากขึ้น

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า  ประเด็นสำคัญจากการประชุมคือแนวคิด “Small AI: More and Better Jobs” ที่ธนาคารโลกผลักดัน เพื่อส่งเสริมการนำ AI ที่มีต้นทุนเหมาะสม ใช้งานง่าย และตอบโจทย์เฉพาะด้าน มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงได้ในวงกว้าง

แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร และการเข้าถึงเทคโนโลยี การนำ Small AI มาใช้จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ แต่สามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การคาดการณ์ความต้องการสินค้า การจัดการคำสั่งซื้อ การพัฒนาข้อมูลผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศ  

แนวทางดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมรายย่อย บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดและลูกค้าได้กว้างขึ้น

ในส่วนของแนวทางส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ Small AI ของกระทรวงพาณิชย์ สามารถดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่

1.ส่งเสริมการใช้ AI ใน SMEs โดยสนับสนุนเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและมีต้นทุนเหมาะสม พร้อมให้ความรู้ด้านการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้าดิจิทัล เช่น การใช้ Small AI ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

2. พัฒนาผู้ประกอบการไทยที่สร้าง Small AI เชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยกับ SMEs เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและการค้า เช่น AI สำหรับประเมินผลผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยวในภาคการเกษตร AI สำหรับวางแผนการผลิตและคาดการณ์วัตถุดิบที่ต้องใช้ในโรงงานแปรรูปและผู้ผลิต AI สำหรับวางแผนการจัดส่งและจัดการสินค้าคงคลังของผู้ขนส่ง/ผู้กระจายสินค้า AI สำหรับวิเคราะห์ความต้องการตลาดและประสานคำสั่งซื้อของผู้ส่งออก/ผู้ซื้อในต่างประเทศ

3.ใช้ Small AI เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับห่วงโซ่อุปทาน ผ่านข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค และมาตรการทางการค้า พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้นำเข้าและช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อวางแผนการทำธุรกิจและสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการของไทย

“การต่อยอดประเด็นจากการประชุม IMF-World Bank ควรเชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคเข้ากับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก Small AI อย่างทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุนของ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน”นายนันทพงษ์ กล่าว