สนค. ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลกจากการประชุม IMF–World Bank 2569 เศรษฐกิจโลกยังยืดหยุ่นแต่เผชิญความไม่แน่นอน เผย ไทยมีโอกาสต่อยอดจากกระแส AI พร้อมผลักดัน SMEs ใช้ “Small AI”
KEY POINTS
- สนค. ชูแนวคิด “Small AI” จากการประชุม IMF-World Bank เพื่อส่งเสริมให้ SMEs นำ AI ที่ต้นทุนเหมาะสมและใช้งานง่ายมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ
- แม้ไทยจะมีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ AI แต่การส่งเสริม "Small AI" จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้มากขึ้น
- กระทรวงพาณิชย์เตรียมผลักดัน 3 แนวทางหลักเพื่อส่งเสริมการใช้ Small AI ได้แก่ การสนับสนุนเครื่องมือให้ SMEs, การพัฒนาผู้ประกอบการที่สร้าง AI และการใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับห่วงโซ่อุปทาน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า จากการประเมินผลการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความยืดหยุ่น
แต่เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงด้านการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.1 % ในปี 2569 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.4 % ในปี 2570 หนุน
โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ซึ่งผลักดันให้การค้าโลกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 8.3 ในช่วงปี 2566–2568 เปิดโอกาสให้ประเทศที่พร้อมปรับตัวสามารถเติบโตไปกับกระแสเทคโนโลยีนี้ได้
สำหรับไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยไทยอยู่ในกลุ่ม 4 เศรษฐกิจที่มีการส่งออกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับ AI ต่อ GDP สูงที่สุด ร่วมกับเกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก
อย่างไรก็ดี IMF คาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 และ 2570 เติบโตที่ 2.1 % ซึ่งยังมีช่องว่างในการยกระดับการเติบโตเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศและเศรษฐกิจในภูมิภาค
ดังนั้น ไทยจึงควรต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตและการส่งออก ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ในด้านการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแส AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
ในช่วงเดือนก.ย. 2569 อาทิ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัว 117.5 % ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 59.4 % ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน แผงวงจรไฟฟ้า 45.9 % ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน
เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 34.8 % ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 32.2 % ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน สะท้อนโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก
สอดคล้องกับมูลค่าเงินลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในช่วงเวลานี้ และเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
อย่างไรก็ตาม การทำให้โอกาสดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง จำเป็นต้องส่งเสริมการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะบุคลากร และการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้มากขึ้น
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญจากการประชุมคือแนวคิด “Small AI: More and Better Jobs” ที่ธนาคารโลกผลักดัน เพื่อส่งเสริมการนำ AI ที่มีต้นทุนเหมาะสม ใช้งานง่าย และตอบโจทย์เฉพาะด้าน มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงได้ในวงกว้าง
แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร และการเข้าถึงเทคโนโลยี การนำ Small AI มาใช้จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ แต่สามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การคาดการณ์ความต้องการสินค้า การจัดการคำสั่งซื้อ การพัฒนาข้อมูลผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศ
แนวทางดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมรายย่อย บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดและลูกค้าได้กว้างขึ้น
ในส่วนของแนวทางส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ Small AI ของกระทรวงพาณิชย์ สามารถดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่
1.ส่งเสริมการใช้ AI ใน SMEs โดยสนับสนุนเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและมีต้นทุนเหมาะสม พร้อมให้ความรู้ด้านการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้าดิจิทัล เช่น การใช้ Small AI ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
2. พัฒนาผู้ประกอบการไทยที่สร้าง Small AI เชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยกับ SMEs เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและการค้า เช่น AI สำหรับประเมินผลผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยวในภาคการเกษตร AI สำหรับวางแผนการผลิตและคาดการณ์วัตถุดิบที่ต้องใช้ในโรงงานแปรรูปและผู้ผลิต AI สำหรับวางแผนการจัดส่งและจัดการสินค้าคงคลังของผู้ขนส่ง/ผู้กระจายสินค้า AI สำหรับวิเคราะห์ความต้องการตลาดและประสานคำสั่งซื้อของผู้ส่งออก/ผู้ซื้อในต่างประเทศ
3.ใช้ Small AI เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับห่วงโซ่อุปทาน ผ่านข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค และมาตรการทางการค้า พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้นำเข้าและช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อวางแผนการทำธุรกิจและสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการของไทย
“การต่อยอดประเด็นจากการประชุม IMF-World Bank ควรเชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคเข้ากับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก Small AI อย่างทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุนของ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน”นายนันทพงษ์ กล่าว





