วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ.หนุนตั้งกลไกกลางระดับชาติ ลุยแผนลงทุนโรงไฟฟ้า SMR

ร่าง PDP นำร่องโรงไฟฟ้า SMR กฟผ.เร่งเครื่อง 300 เมกะวัตต์ จ่ายไฟปี 2580 วางงบลงทุน 6-7 หมื่นล้านบาทต่อโรง จ้างต่างชาติศึกษาเทคโนโลยี คัดเลือกพื้นที่ศักยภาพ ชูจุดแข็งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ 24 ชั่วโมง ลดพึ่ง LNG ยึดมาตรฐาน IAEA 

KEY POINTS

  • น.ส.นทีกูล เกรียงชัยพร หัวหน้าโครงการเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR กฟผ. ระบุว่า กฟผ. เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการแผนงานพลังงานนิวเคลียร์ (NEPIO) ให้เป็นกลไกกลางระดับชาติในการขับเคลื่อนแผนงาน
  • ตามร่างแผน PDP 2026 กฟผ. มีเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรก กำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2580 โดยมีกรอบเงินลงทุน 60,000-70,000 ล้านบาทต่อโรง
  • กฟผ. กำลังเตรียมข้อมูลและศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านเทคโนโลยี ความคุ้มค่าการลงทุน และการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า โดยเตรียมจัดหาบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  • กฟผ. ผลักดัน SMR เพื่อเพิ่มทางเลือกเชื้อเพลิง ท่ามกลางความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG เนื่องจาก SMR มีต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนน้อยกว่าและมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 60-70 ปี
  • ในการดำเนินงาน กฟผ. จะร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อวางมาตรฐานความปลอดภัย คัดเลือกเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์ใช้งานจริง และประเมินพื้นที่ตั้งที่มีศักยภาพ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ปัจจุบันไทยอยู่ใระยะที่ 1 ของการเตรียมความพร้อมตามกรอบ IAEA โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ประเมินความพร้อมของประเทศตามเกณฑ์ 19 ด้าน และพบว่าผ่านเกณฑ์แล้ว 10 ด้าน

การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย โดยร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือ PDP 2026 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) บรรจุเทคโนโลยี SMR รวมถึงเทคโนโลยี Micro Reactor และ Modular Reactor แบบใหม่ 

 

ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำของระบบไฟฟ้าไทย โดยจะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตเร็วจากภาคดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ซึ่งจะแบ่งการพัฒนาเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 ช่วงปี 2569-2580 เริ่มต้นด้วยกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ จะเป็นขั้นตอนเริ่มต้นโครงการ ครอบคลุมการจัดเตรียมกรอบกฎหมาย กำกับดูแล และมาตรฐานความปลอดภัยตามทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พร้อมศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการยอมรับของสังคม ก่อนบรรจุกำลังการผลิต SMR ชุดแรก 300 เมกะวัตต์ เข้าระบบ

ระยะที่ 2 ช่วงปี 2581-2593 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 8,700 เมกะวัตต์ ครอบคลุมเทคโนโลยี SMR, MMR และ NMR โดยกระจายการลงทุนไป 5 ภูมิภาคทั่วประเทศตามแผนที่วางไว้

ระยะที่ 3 ปี 2593 จะมีกำลังการผลิตสะสมรวม 9,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 4-5% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบเมื่อสิ้นสุดแผน ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำหลักของระบบ รองรับความต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ที่มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง

ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญที่ระบุในแผนคือระยะเวลาดำเนินโครงการ เนื่องจากเทคโนโลยี SMR ต้องใช้เวลาเตรียมการและก่อสร้างมากกว่า 10 ปี ตามมาตรฐานความปลอดภัยของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

“พลังงาน” ยัน SMR ตัวเลือกยุทธศาสตร์ชาติ

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภาคพลังงานทั่วโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยนานาประเทศมุ่งสร้างความมั่นคงพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลายรูปแบบที่จัดหาไฟฟ้าได้ มีเสถียรภาพ ยั่งยืน และราคาเข้าถึงได้

ทั้งนี้ เทคโนโลยี SMR เป็นทางเลือกสำคัญเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยกระทรวงพลังงานมุ่งสร้างความมั่นใจว่าไทยจะพัฒนาองค์ความรู้แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง พร้อมพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือกด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ

กฟผ.คาดจ่ายไฟโรงแรกปี 2580 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ.เปิดเผยว่า ร่างแผน PDP 2026 ไทยมีเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรก กำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2580 กำหนดกรอบเงินลงทุน 60,000-70,000 ล้านบาทต่อโรง

“กฟผ.ติดตามความคืบหน้าแผน PDP และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประมูลโครงการหลังได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)”

ขณะนี้ กฟผ.เตรียมข้อมูลและศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านเทคโนโลยี ความคุ้มค่าการลงทุน และการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า โดยเตรียมจัดหาบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุนการศึกษา เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีข้อมูลเพียงพอประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า กฟผ.ผลักดัน SMR เพื่อเพิ่มทางเลือกเชื้อเพลิง ท่ามกลางความผันผวนราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและค่าไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้า SMR มีต้นทุนเชื้อเพลิงสัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบต้นทุนรวม และผันผวนน้อยกว่าก๊าซธรรมชาติ และมีอายุการใช้งาน 60-70 ปี นานกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีอายุการใช้งาน 25 ปี

ดึง IAEA วางมาตรฐาน คัดเทคโนโลยี-พื้นที่เสี่ยง

สำหรับการเลือกเทคโนโลยีและพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า กฟผ.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยร่วมมือกับ IAEA และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากล

“การพิจารณาเทคโนโลยีจะเปิดกว้าง โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมสูง ผ่านการพิสูจน์หรือมีประสบการณ์การใช้งานจริง และให้ความสำคัญกับระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการพัฒนาโครงการ"

ส่วนการคัดเลือกพื้นที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ IAEA และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยต้องประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม และสึนามิ ตลอดจนความเสี่ยงจากกิจกรรมของมนุษย์ รวมถึงความเหมาะสมของธรณีวิทยา สภาพชั้นดินฐานราก แหล่งน้ำสำหรับระบายความร้อน ความหนาแน่นของประชากร และผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

EEC พื้นที่ศักยภาพตั้งโรงไฟฟ้า SMR

นอกจากนี้ จะพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ทั้งระบบส่งไฟฟ้าและแหล่งน้ำ เพื่อลดข้อจำกัดในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพเบื้องต้นครอบคลุมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง กฟผ.มีข้อตกลงความร่วมมือไว้ 

รวมถึงพื้นที่ใกล้เขื่อนและพื้นที่ของหน่วยงานรัฐหรือทหาร โดยนที่ดังกล่าวยังต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดก่อนสรุปเลือกทำเลที่ตั้งจริงอีกครั้ง

กฟผ.หนุนตั้งองค์กรพลังงานนิวเคลียร์

น.ส.นทีกูล เกรียงชัยพร หัวหน้าโครงการเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR กฟผ.กล่าวว่า กฟผ.เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันตั้งองค์กรบริหารจัดการแผนงานพลังงานนิวเคลียร์ (NEPIO) ให้เป็นกลไกกลางระดับชาติในการประสานงาน กำหนดทิศทาง และขับเคลื่อนแผนงานพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการวางโครงสร้างบริหารจัดการและแนวทางจัดหาเงินทุน

ทั้งนี้ การจัดตั้ง NEPIO เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมระดับประเทศ ขณะที่การกำกับดูแลความปลอดภัยนิวเคลียร์ยังเป็นบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระและดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

ไทยผ่านประเมินความพร้อม 10 ด้าน

น.ส.นทีกูล กล่าวว่า การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต้องทำตามกรอบพัฒนา 3 ระยะ และ 3 หมุดหมายของ IAEA โดยทั่วไปต้องใช้เวลา 10-15 ปี ขึ้นกับความพร้อมของประเทศ ทั้งด้านกฎหมาย องค์กรกำกับดูแล บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และการยอมรับของสังคม

ทั้งนี้ไทยอยู่ระยะที่ 1 ช่วงเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าจะเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์หรือไม่ โดย กฟผ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมขั้นต้น ประเมินเทคโนโลยี คัดกรองพื้นที่ วางแผนกำลังคน และสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ขณะเดียวกัน กฟผ.ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, กระทรวงพลังงาน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และสถาบันการศึกษา ประเมินความพร้อมของประเทศด้วยตนเองตามเกณฑ์โครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ 19 ด้านของ IAEA พบว่าไทยผ่านเกณฑ์ความพร้อมระยะที่ 1 แล้ว 10 ด้าน ส่วนด้านที่เหลือต้องเร่งทำแผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับความพร้อมให้ครบถ้วน