การเติบโตของเอไอทำให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง บิ๊กเทคจึงหันมาลงทุนใน “พลังงานนิวเคลียร์” และเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงฟื้นฟูโรงงานเดิมเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ 24 ชม. ไร้คาร์บอน แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่าเป็น “การฟอกเขียว” เพราะนิวเคลียร์มีต้นทุนสูง สร้างล่าช้า งบประมาณบานปลาย อีกทั้งยังสร้างภาระให้รัฐและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้บิ๊กเทคยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระยะสั้น
KEY POINTS
- บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) หันมาพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
- บริษัทชั้นนำอย่าง Google, Amazon และ Microsoft ได้ทำข้อตกลงลงทุนและซื้อไฟฟ้าล่วงหน้าจากโครงการนิวเคลียร์ ทั้งการสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่และปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม
- การเคลื่อนไหวนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็น "การฟอกเขียว" เนื่องจากโครงการนิวเคลียร์มีต้นทุนสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนหลายเท่า เกิดความล่าช้า และยังไม่มี SMR ใดเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริงในสหรัฐฯ
- ในปัจจุบัน บริษัทเทคฯ ยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น สวนทางกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ประกาศไว้
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ “เอไอ” ส่งผลให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ใช้พลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ที่จะทำให้ศูนย์ข้อมูลสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก็คือ “พลังงานนิวเคลียร์” โดยเฉพาะ “SMR”
เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR (Small Modular Reactor) คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกะทัดรัดที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล เทคโนโลยีนี้ขึ้นชื่อว่ามีความปลอดภัยสูง สามารถผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานและนำมาประกอบติดตั้งทีละโมดูลได้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีต่างประกาศความร่วมมือกับผู้พัฒนาเตาปฏิกรณ์ เช่น Google ที่ลงนามข้อตกลงกับ Kairos Power ในการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูงรวมกำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2035 ซึ่งนับเป็นข้อตกลงซื้อขายพลังงานนิวเคลียร์ล่วงหน้าฉบับแรก ๆ ของวงการเทคโนโลยี
ส่วน Amazon ก็ได้ประกาศความร่วมมือกับ Energy Northwest เพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก ในรัฐวอชิงตัน พร้อมทั้งเข้าร่วมลงทุนประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ในบริษัท X-energy ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเตาปฏิกรณ์ระบายความร้อนด้วยก๊าซความร้อนสูง
ขณะที่ โครงการบีไฮฟ์ ของบริษัทสตาร์ทอัพ Valar Atomics เสนอแผนสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กจำนวน 456 เครื่อง บนพื้นที่ของสำนักงานบริหารจัดการที่ดินสหรัฐกว่า 9,500 ไร่ในรัฐยูทาห์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าขนาด 9.6 กิกะวัตต์ให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
กระแสการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์นี้ ยังได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากคณะบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่ผ่อนคลายกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและจัดตั้งโครงการนำร่อง เพื่อเร่งการอนุมัติเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่
นอกจากจะสร้าง SMR เพิ่มแล้ว บริษัทพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยียังอัปเกรดเตาปฏิกรณ์ดั้งเดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “Power Uprate” ด้วยการปรับปรุงอุปกรณ์ภายใน เช่น เทอร์ไบน์และระบบควบคุม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมที่มีอยู่แล้ว
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การที่ Google ตกลงซื้อไฟฟ้าจาก Constellation Energy ซึ่งเพิ่งลงทุนกว่า 4,300 ล้านดอลลาร์ ในการปรับปรุงเตาปฏิกรณ์ 11 เครื่อง ที่อยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ตามรัฐต่าง ๆ ได้แก่ รัฐอิลลินอยส์ รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐนิวเจอร์ซีย์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต 890 เมกะวัตต์
ส่วน Microsoft ตกลงซื้อไฟฟ้าจาก Constellation Energy ที่เพิ่งมีแผนฟื้นฟูและเปิดใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอแลนด์ ยูนิตที่ 1 ในรัฐเพนซิลเวเนีย ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ต้องปิดตัวลงเนื่องจากปัญหาขาดทุนทางเศรษฐกิจ
ฟอกเขียวแบบใหม่?
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (BAS) ระบุว่า การโฆษณาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ของกลุ่มบิ๊กเทคส่วนใหญ่ เป็นเพียง “การฟอกเขียว” เนื่องจากในความเป็นจริง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ในสหรัฐ สูงกว่าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ถึงสามเท่า แถลงการณ์เหล่านี้เป็นเพียงกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชน จากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจริงจากการเพิ่มจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์
นอกจากจะมีต้นทุนที่สูงแล้ว โครงการนิวเคลียร์และ SMR ยังล่าช้ากว่าแผนอย่างมาก โดยการศึกษาของเบนจามิน เค. โซวาคูล จากมหาวิทยาลัยอาร์ฮุส ที่ทำการศึกษาโครงการนิวเคลียร์ 180 โครงการพบว่ามีถึง 175 โครงการที่ก่อสร้างล่าช้าและงบประมาณบานปลาย ตัวอย่างเช่น โครงการเตาปฏิกรณ์ NuScale Power ในรัฐไอดาโฮ ต้องถูกยกเลิกไปในปี 2023 เนื่องจากต้นทุนประเมินพุ่งสูงถึง 9,300 ล้านดอลลาร์
ในปัจจุบันยังไม่มีเตาปฏิกรณ์ SMR เครื่องใดเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ในสหรัฐ และกำหนดการเปิดใช้งานก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เช่น เตาปฏิกรณ์ Natrium ของ TerraPower ถูกเลื่อนไปปี 2031
ในแง่ของขีดความสามารถ เตาปฏิกรณ์ SMR แต่ละเครื่องมีกำลังการผลิตน้อยกว่า 300 เมกะวัตต์ (หรือผลิตไฟฟ้าได้ราว 2.6 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี) ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูลเอไอยุคใหม่ที่ต้องการพลังงานระดับหลายร้อยเมกะวัตต์ขึ้นไปจนถึงหลายกิกะวัตต์ เช่น โครงการศูนย์ข้อมูลในเทกซัสหรือลุยเซียนาที่ต้องการไฟฟ้าระหว่าง 5-7.65 กิกะวัตต์ ลำพัง SMR เพียงไม่กี่เครื่องจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานมหาศาลได้จริง
อีกทั้ง จำนวนเงินที่บริษัทเทคโนโลยีทุ่มให้กับโครงการเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของงบประมาณรายจ่ายด้านทุน (CAPEX) ในการสร้างศูนย์ข้อมูล โดยเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดที่มีการประกาศออกมาจนถึงปัจจุบัน คือ 650 ล้านดอลลาร์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น Natrium แม้แต่เพียงเตาเดียว หรือแม้กระทั่ง SMR ของ NuScale ที่มีกำลังการผลิตต่ำกว่ามากก็ตาม
ดังนั้น ภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทางการเงินที่แท้จริงจึงตกอยู่กับภาคประชาชนและภาษีของรัฐ ผ่านโครงการค้ำประกันเงินกู้จากกระทรวงพลังงานสหรัฐ ซึ่งเท่ากับว่า บริษัทเอกชนไม่ได้แบกรับความเสี่ยงจากการล้มเหลวของโครงการทั้งหมด ขณะที่ประชาชนในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล
ขณะเดียวกัน โครงการพลังงานนิวเคลียร์ยังก่อให้เกิดความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะการใช้น้ำหล่อเย็นในปริมาณมหาศาล ซึ่งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระบบเปิดต้องใช้น้ำเฉลี่ยถึง 44,350 แกลลอนต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติถึงสี่เท่า รวมถึงปัญหาการจัดเก็บกากกัมมันตรังสีและการใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ เช่น โครงการบีไฮฟ์ ในรัฐยูทาห์
ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้เกิดกระแสการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นและองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างหนัก เช่น ในเขตคาร์บอน รัฐยูทาห์ ที่ประชาชนแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ ขณะที่รัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่เป็นเวลาหนึ่งปี เนื่องจากแรงกดดันจากภาคประชาชน
เนื่องจากเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก ยังไม่สามารถเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริงในปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีจึงยังคงต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าถ่านหินดั้งเดิม ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่สอง (Scope 2 Emissions) ของบริษัทอย่าง Amazon, Google, Meta และ Microsoft เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สวนทางกับเป้าหมายความยั่งยืนและการประกาศว่าจะใช้พลังงานเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนอย่างสิ้นเชิง
แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะพยายามผลักดันพลังงานนิวเคลียร์และเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก เพื่อแสดงจุดยืนด้านพลังงานสะอาด แต่กว่าที่เทคโนโลยีนี้จะใช้ได้จริงก็ต้องรอนานเป็นทศวรรษ และไม่สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของเอไอในระยะสั้นได้ โดยปราศจากการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานเดิม
ที่มา: Grist, NPR, The Bullet in, The New York Times, The Verge





