"ศุลกากร" ส่ง DSI ตรวจสอบ 7 บริษัทต้องสงสัย ลักลอบนำเข้าขยะพิษและขยะอิเล็กทรอนิกส์ จ่อดำเนินคดีอาญาและฟอกเงิน เตรียมขึ้นบัญชีดำ พร้อมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบข้าราชการกรมศุลฯ กรณีรับสินบน งัดมาตรการป้องกัน ชงกรมการค้าต่างประเทศ เสนอห้ามนำเข้าเศษโลหะในลักษณะที่ตรวจสอบได้ยาก เช่น การเทกองหรืออัดบิ๊กแบค
กรณีมีกระแสข่าวเครือข่าย 7 บริษัท ลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศไทยด้วยการสำแดงสินค้าเท็จ โดยแจ้งรายการในใบขนส่งสินค้าว่าเป็นเศษโลหะหรือเศษเหล็ก เพื่อเลี่ยงการตรวจจับความจริงที่ว่าเป็นขยะพิษอันตราย ผ่านทางท่าเรือแหลมฉบัง และข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ร่วมมือเรียกรับสินบนเพื่อปล่อยผ่านสินค้าผิดกฎหมายดังกล่าว
ล่าสุด นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยในการแถลงข่าวการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย ขยะหรือของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล ว่า กรมศุลกากร เตรียมส่งมอบรายชื่อผู้ประกอบการ ตลอดจนข้อมูลตู้สินค้าที่พบความผิดและบริษัทที่ถูกร้องเรียนรวม 7 บริษัท ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อรับเป็นคดีพิเศษและดำเนินคดีทางอาญา หากพบมีความผิด จะยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินคดีในฐานฟอกเงินต่อไป
นอกจากนี้ ยังเตรียมตั้งกรรมการสอบ พร้อมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบข้าราชการกรมศุลกากรที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกรับสินบน ทั้งหมดเพื่อเพื่อตัดวงจรการลักลอบนำเข้าขยะพิษที่เข้ามาสร้างภาระทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาสมดุลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กรมศุลกากรจะบังคับใช้มาตรการเข้มงวดด้วยการ ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ประกอบการนำเข้าและตัวแทนขนส่งสินค้าที่กระทำความผิด ส่งผลให้ตู้สินค้าของบริษัทที่ทำความผิดจะต้องถูกกักและเปิดค้นอย่างละเอียด 100% ทุกตู้ในการนำเข้าครั้งถัดไป
พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมการค้าต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการเสนอปรับเปลี่ยนนโยบายการนำเข้า โดยเสนอให้ห้ามมีการนำเข้าเศษโลหะในลักษณะการเทกองหรืออัดบิ๊กแบค ที่ไม่สามารถตรวจค้นได้ และอนุญาตเฉพาะเศษโลหะที่แยกประเภทอย่างสะอาด หรือแปรรูปเป็นแท่งโลหะรีไซเคิลเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
นายพันธ์ทอง กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าเศษโลหะและเศษกระดาษเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามกฎหมายสูงถึงปีละประมาณ 6,400 ล้านกิโลกรัม โดยแบ่งเป็นเศษโลหะและเศษกระดาษในปริมาณอย่างละครึ่งต่อครึ่ง
อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่ามีความพยายามลักลอบนำเข้าสิ่งต้องห้าม เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า (แผงเขียว) และสายไฟ ปะปนมากับเศษโลหะและเศษวัสดุรีไซเคิล ซึ่งเมื่อนำไปผ่านกระบวนการหลอมในโรงงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะก่อให้เกิดผงมลพิษ สารเคมีตกค้าง และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรง
ในเชิงโครงสร้างโลจิสติกส์การค้า การเฝ้าระวังตู้สินค้าผ่านด่านศุลกากรมีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการหมุนเวียนของตู้สินค้าเข้า-ออกทั่วประเทศมีสูงถึงประมาณ 13 ล้านตู้ต่อปี ผ่านท่าเรือแหลมฉบังกว่า 11 ล้านตู้ ทำให้การเปิดตรวจแบบ 100% ทุกตู้ทำได้ยากและสร้างต้นทุนทางเวลาสูง
นอกจากนี้ เครื่อง X-ray สินค้ายังมีข้อจำกัด ไม่สามารถสแกนเห็นขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนแผงวงจรที่อัดแน่นอยู่กลางตู้ ในกองเศษโลหะ หรือในถุงบิ๊กแบค (Big Bag) ได้อย่างชัดเจน
จากข้อมูลการตรวจสอบตู้สินค้าเป้าหมายที่มีการแจ้งเบาะแส ณ วันที่ 22 ต.ค. 2569 จำนวน 833 ตู้ พบว่ามีตู้สินค้าที่ไม่เดินทางเข้าไทย 447 ตู้, ตรวจพบความผิดแล้ว 89 ตู้ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 74 ตู้
ในการนี้ สถิติการจับกุมการกระทำความผิดในปีงบประมาณ 2569 สามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 198 ราย เพิ่มขึ้น 82% จากปีที่ผ่านมา ยึดอายัดของเสียอันตรายและเศษวัสดุผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้น 4 เท่าที่ 20.5 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 243 ล้านบาท





