"ศุลกากร" แถลงผลการปราบปรามยาเสพติดปีงบฯ 2569 สามารถตรวจยึดของกลางได้ 282 คดี มูลค่ารวมกว่า 1,488 ล้านบาท
โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันโดยเพิ่มบทลงโทษ เฝ้าระวังด่านชายแดนเสี่ยง และใช้สุนัข K9 และร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติพยายามใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งยาเสพติดอย่างเข้มงวด
โดยจากสถิติล่าสุด กรมศุลกากรสามารถจับกุมและตรวจยึดยาเสพติดประเภทต่างๆ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน และโคเคน ได้รวมทั้งสิ้น 282 คดี คิดเป็นปริมาณยาเสพติดรวมกว่า 1,221.14 กิโลกรัม มีมูลค่ารวมกว่า 1,488 ล้านบาท ซึ่งหากเล็ดลอดไปถึงประเทศปลายทางในต่างประเทศจะมีมูลค่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้า ไทยไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตยาเสพติด แต่เนื่องจากไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่ง และโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
ดังนั้น ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ จึงพยายามแอบแฝง และใช้ประโยชน์จากช่องทางด่านศุลกากร และระบบขนส่งของไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม
โดยการลักลอบใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในลักษณะนี้ หากไม่ได้รับการสกัดกั้นอย่างเด็ดขาด จะสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือในระบบการค้าสากล และเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม กรมศุลกากรได้ปรับเปลี่ยนมาตรการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิมที่มีเพียงการยึดของกลางอย่างเดียว ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความเกรงกลัว เป็นการเพิ่มบทลงโทษทางปรับควบคู่ไปกับการยึดของกลาง
นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มการเฝ้าระวังขั้นสูงในพื้นที่ด่านชายแดนเสี่ยง เช่น ด่านแม่สาย เชียงแสน เชียงของ และหนองคาย รวมถึงการนำสุนัข K9 เข้ามาช่วยตรวจคัดกรอง ตลอดจนการผนึกกำลังความร่วมมือสากลกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศในยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
“ภารกิจของกรมศุลกากรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการปกป้องประชาชน สังคม และความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกทางการค้าของไทยดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมโลก”





