“อีอีซี” รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม หลัง "ซีพี" ยื่นขอสิ้นสุดสัญญา เหตุแบงก์เมินปล่อยกู้ เล็งปรับแผนรื้อทำใหม่–ลดความเร็วเชื่อมระยองเพื่อความคุ้มทุน ย้ำต้องมีระบบรางเชื่อมจาก กทม.ไปถึงสนามบินอู่ตะเภา พร้อมจัดระเบียบรางรับแหลมฉบังเฟส 3
KEY POINTS
- โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีแนวโน้มที่จะล้มเลิก เนื่องจากผลการศึกษาชี้ว่าไม่คุ้มค่าทางการเงิน ทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ
- เอกชนคู่สัญญา (กลุ่มซีพี) ได้แจ้งขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ถูกต้องและเรื่องอยู่ระหว่างกระบวนการระงับข้อพิพาท
- คณะกรรมการนโยบาย EEC จะนำเรื่องเข้าพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนพฤศจิกายน เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยุติสัญญาเดิมหรือไม่
- หากสัญญาสิ้นสุดลง จะมีการพิจารณาทางเลือกโครงการใหม่ เช่น ให้รัฐลงทุนเอง หรือปรับรูปแบบเป็นรถไฟความเร็ว 160 กม./ชม. เพื่อเชื่อมต่อไปยังระยอง
วันนี้ (26 ต.ค.) นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ บอร์ดอีอีซี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันนี้ยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา)
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เตรียมนำประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เข้าสู่การพิจารณาในการประชุมรอบถัดไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะยุติเรื่องได้หรือไม่
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ภายใต้กฎหมายของ EEC จึงต้องนำรายละเอียดกลับมาพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความรับผิดชอบทางกฎหมาย
นายจุฬากล่าวว่าจากการพิจารณาในทางปฏิบัติตัวโครงการเดิมมีแนวโน้มไปต่อได้ยากมาก เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนไปจากเดิมมาก และผลการศึกษาทางการเงินพบว่าโครงการไม่คุ้มทุน (Feasibility) ทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อกู้ยืม ซึ่งแม้ว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะตรวจพิจารณาร่างสัญญาและระบุว่าสามารถแก้ไขสัญญาได้ตามกฎหมาย แต่หากสถาบันการเงินยังไม่ปล่อยกู้ การแก้ไขสัญญาก็ไม่สามารถช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อยู่ดี
ทั้งนี้ในปัจจุบันทางกลุ่มเอกชนคู่สัญญา (ซีพี) ได้มีหนังสือแจ้ง ขอสิ้นสุดสัญญา มายังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว แต่ รฟท. ยังไม่ได้รับรองว่าการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ถูกต้องหรือไม่ เรื่องจึงเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทและเจรจาขอยุติสัญญาตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน รฟท. จำเป็นต้องเร่งฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อติดตามหนี้สินค้างชำระค่าใช้สิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องอายุความ
“ในทางนิตินัยขณะนี้สัญญาสัมปทาน PPP ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ทุกฝ่ายยังต้องปฏิบัติตามสัญญา เปรียบเสมือนสถานะที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน หากจะไปหาคนใหม่ก็กลัวว่าจะถูกมองว่านอกใจ หากจะยุติสัญญาอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย EEC และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ก่อน แต่หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ซึ่งหากมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อรัฐอย่างชัดเจน ภาครัฐก็มีสิทธิบังคับยึดหลักประกันสัญญาที่วางไว้ได้”
อย่างไรก็ดีนายจุฬายืนยันว่าพื้นที่ EEC ยังจำเป็นต้องมีระบบรถไฟเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯ ไปจนถึงสนามบินอู่ตะเภาและจังหวัดระยองอย่างแน่นอน แต่เมื่อสัญญาเดิมสิ้นสุดลง จะต้องพิจารณาทางเลือกโครงการใหม่ว่า รัฐจะเป็นผู้ลงทุนเอง หรือจัดทำเป็น PPP รูปแบบใหม่ ที่ดึงดูดและเอื้อให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้จริง
รวมถึงอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบทางเทคนิค เช่น ลดระดับความเร็วลงจาก 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระบบรถไฟฟ้าที่มีโครงข่ายเชื่อมต่อไปถึงจังหวัดระยอง ซึ่งอาจมีความคุ้มค่าด้านงบประมาณและตอบโจทย์การเติบโตของพื้นที่ EEC ได้ดีกว่าการให้บริการเฉพาะผู้โดยสารสนามบินเพียงอย่างเดียว
นายจุฬา ยังได้กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการระบบคมนาคมเพื่อรองรับการเปิดให้บริการของ โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในอีกประมาณ 4 ปีข้างหน้า โดยจะส่งผลให้ปริมาณตู้สินค้าเพิ่มขึ้นถึง 70% จากปัจจุบัน 11 ล้านตู้ต่อปี เป็น 18 ล้านตู้ต่อปีซึ่งต้องมีระบบรางรองรับการขยายตัวของท่าเรือ
อย่างไรก็ตามโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นั้นยอมรับว่ายังมีประเด็นอุปสรรคที่ต้องทยอยแก้ไขหลายจุด ซึ่งต้องวางแผนแก้ไขปัญหาไปทีละขั้นตอนเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายต่อไป
การขยายตัวดังกล่าวจะทำให้แนวเส้นทางรถไฟจากชุมทางฉะเชิงเทรามายังสถานี ICD ลาดกระบัง และต่อไปยังแหลมฉบัง มีความหนาแน่นสูงมาก จึงจำเป็นต้องจัดระเบียบการเดินรถ โดยเสนอให้ ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าใช้แนวเส้นทางเดิม ส่วนขบวนรถไฟโดยสารหรือรถไฟฟ้าควรแยกไปใช้อีกแนวเส้นทางหนึ่ง เพื่อตัดปัญหาความล่าช้าจากการรอสับหลีก





