วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

กขค.จับตาควบ GC-SCGC เร่งสรุปสถานะธุรกิจก่อนยื่นขออนุญาต

กขค.จับตาควบรวม GC-SCGC จ่อยื่นรวมธุรกิจโอเลฟินส์-พอลิโอเลฟินส์ คาดมูลค่าดีล 60,000 ล้านบาท เข้าข่าย ม.51 กฎหมายแข่งขันทางการค้า เปิดสถิติปีงบประมาณ 2568 พบรวมธุรกิจ 24 กรณี มูลค่า 1.26 ล้านล้านบาท เผยทั้ง 2 บริษัท เร่งสรุปสถานะธุรกิจใน ต.ค.นี้ ก่อนยื่นขออนุญาตควบรวม

KEY POINTS

  • คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังจับตาการรวมธุรกิจระหว่าง GC และ SCGC ซึ่งเข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
  • ปัจจุบัน GC และ SCGC อยู่ระหว่างการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) และสรุปโครงสร้างธุรกรรมให้แล้วเสร็จ ก่อนจะยื่นเรื่องขออนุญาตต่อ กขค.
  • การควบรวมนี้อาจก่อให้เกิดอำนาจเหนือตลาด ซึ่ง กขค. จะใช้เวลาพิจารณาคำขออนุญาตภายใน 90 วัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ทางธุรกิจและผลกระทบต่อผู้บริโภค

ธุรกิจปิโตรเคมีทั่วโลกได้รับผลกระทบวัฏจักรขาลงที่ลากยาวกว่าที่ประเมินไว้ ในขณะที่ผู้ผลิตในจีนรักษากำลังการผลิตไว้ทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก รวมถึงเกิดการควบรวมธุรกิจเพื่อให้มีสเกลธุรกิจใหญ่ขึ้นเพื่อแข่งขันในภูมิภาค และพร้อมสร้างผลดำเนินงานที่เติบโตสูงทันทีเมื่อวัฏจักรธุรกิจฟื้นตัวกลับเป็นขาขึ้น

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC โดยทั้ง 2 บริษัท อยู่ระหว่างการตรวจสอบสถานะกิจการ โดยการประเมินว่าดีลการร่วม CG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์จะมีมูลค่า 60,000 ล้านบาท จะเป็นดีลมีมูลค่าสูงดีลหนึ่งในปี 2569

 

หลังการตรวจสอบ Confirmatory Due Diligence และการสรุปโครงสร้างธุรกรรมในเดือน ต.ค.2569

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำลังจับตาความเคลื่อนไหวการรวมธุรกิจระหว่าง GC และ SCGC ซึ่งการควบรวมครั้งนี้เข้าข่ายมาตรา 51 วรรค 2 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่ต้องขออนุญาตคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

ขณะที่หลักเกณฑ์การควบรวมที่ต้องขออนุญาตจะต้องเข้าลักษณะอาจก่อให้เกิดการผูกขาดและมียอดเงินขาย 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งอาจมีอำนาจเหนือตลาด โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 50% ขึ้นไป และมียอดขาย 1,000 ล้านบาท ขึ้นไปในปีที่ผ่านมา

รวมถึงเป็น 1 ในผู้ประกอบธุรกิจ 3 รายแรก ในตลาดสินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดปีที่ผ่านมารวมกัน 75% ขึ้นไป และมียอดเงินขายปีที่ผ่านมาแต่ละราย 1,000 ล้านบาทขึ้นไป 

ใช้เวลา 90 วันพิจารณาอนุญาต

สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีเวลาภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับคำขอ และในกรณีจำเป็นอาจขยายเวลาได้ไม่เกิน 15 วัน โดยการอนุญาตจะพิจารณาความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ การไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจร้ายแรง การไม่กระทบประโยชน์ของผู้บริโภค

ส่วนเอกสารประกอบการขอยื่นการควบรวมธุรกิจ ประกอบด้วยแผนการรวมธุรกิจ รวมถึงระยะเวลาดำเนินการ รายละเอียดผู้รวมธุรกิจและผู้ถูกรวมธุรกิจ เช่น โครงสร้างผู้ถือหุ้น สิทธิออกเสียง ยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด 

ทั้งนี้ ผลการศึกษาและการวิเคราะห์การรวมธุรกิจ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้างผู้ถือหุ้น อำนาจควบคุมของผู้ประสงค์จะทำการรวมธุรกิจเพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการก่อนและหลังรวมธุรกิจ 

รวมถึงต้องวิเคราะห์โครงสร้างตลาดสินค้าเพื่อประเมินผลกระทบหลังรวมธุรกิจ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้างตลาดก่อนและหลังการรวมธุรกิจ การกำหนดขอบเขตตลาด ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประสงค์รวมธุรกิจทั้งก่อนและหลังการรวมธุรกิจ

นอกจากนี้ต้องประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันภายหลังการรวมธุรกิจ เช่น การกระจุกตัวในตลาด การเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่และการขยายการผลิตของคู่แข่งในตลาด ผลกระทบต่อการแข่งขันจากผู้ประกอบธุรกิจที่รวมธุรกิจ

รวมถึงผลกระทบต่อการแข่งขันที่เกิดจากการร่วมมือกัน และต้องรายงานผลกระทบต่อประโยชน์โดยรวมทางเศรษฐกิจและผู้บริโภค ผลกระทบอื่นที่อาจส่งผลต่อการแข่งขันในตลาด ผลการประเมินประสิทธิภาพของตลาดหลังการรวมธุรกิจ 

CG-SCGC เร่งสรุปสถานะธุรกิจ

รายงานข่าวระบุว่าหลังจากการตรวจสอบ Confirmatory Due Diligence ของ CG กับ SCGC และการสรุปโครงสร้างธุรกรรมในเดือน ต.ค2569 เรียบร้อยจะยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากสัดส่วนครองตลาดที่สูงขึ้นทำให้ธุรกรรมนี้ต้องได้รับการพิจารณาจาก กขค. 

ทั้งนี้  CG กับ SCGC จะนำเสนอวิเคราะห์ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยต่อสู้กับผู้ผลิตต่างชาติ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการโอนย้ายสินทรัพย์ เพื่อตั้งบริษัทใหม่ให้เสร็จ

รวมทั้งมีการประเมินถึงการผนึกกำลังระหว่าง GC และ SCGC ครั้งนี้ไม่เป็นเพียงดีลทางการเงินเพื่อปรับงบดุล แต่เป็นการวางแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่จะยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยขึ้นสู่ผู้ผลิตระดับ Top 10 ของโลก สร้างภูมิคุ้มกันฝ่าวิกฤติตลาดล้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

ชี้เป็นดีลใหญ่ต่อจาก “บางจาก-เอสโซ่”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาดีลควบรวมขนาดใหญ่ 2 ดีล คือ กลุ่ม“ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง” ควบรวม “เทสโก้ โลตัส” ซึ่งเป็นการควบรวมธุรกิจค้าปลีกใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของไทย มูลค่า 3.8 แสนล้านบาท ครองส่วนแบ่งการตลาด 60%

การที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเสียงข้างมากไฟเขียวให้ควบรวมธุรกิจเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงนักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ  

รวมถึงเป็นการคุมตลาดค้าปลีกเบ็ดเสร็จทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ เนื่องจากกลุ่มซีพีเป็นผู้ผลิตสินค้าสำคัญหลายประเภทที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ จะทำให้ธุรกิจ SMEs ถูกเปรียบหรือกีดกัน  และสุดท้ายต้องยอมเดินตามเส้นทางที่ธุรกิจขนาดใหญ่ขีดเส้นเพื่อความอยู่รอด  

ล่าสุดปี 2566 มีการขออนุญาตควบรวมธุรกิจต่อบอร์ดแข่งขันทางการค้าเพียง  1 กรณี เป็นการรวมธุรกิจพลังงานของ บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มูลค่า 55,000 ล้านบาท ซึ่งหากรวมมูลค่าการควบรวม 2  กรณี เกือบ 4 แสนล้านบาท 

สำหรับสถิติการรวมธุรกิจในไทยตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค.2567-30 ก.ย.2568) มีการรวมธุรกิจ 24 กรณี คิดเป็นมูลค่า 1,256.82 พันล้านบาท แยกเป็นการขออนุญาตรวมธุรกิจ 4 กรณีมูลค่า 10.62 พันล้านบาท และการแจ้งผลการรวมธุรกิจ 20 กรณี มูลค่า 1.24 ล้านล้านบาท