วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจาะลึกดีลควบรวม 'GC-SCGC' ยกระดับปิโตรเคมีไทย รับมือซัพพลายล้นโลก

"GC-SCGC" เขย่าปิโตรเคมีไทย! เปิดเหตุผล 2 ยักษ์ใหญ่ตั้ง JV มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้าน ผนึกกำลังรันสเกล Top 10 โลก ฝ่ามรสุม Oversupply

KEY POINTS

  • GC และ SCGC เร่งเดินหน้าตรวจสอบสถานะกิจการ เพื่อสรุปโครงสร้างการถือหุ้น เงื่อนไขสำคัญ และมูลค่าประโยชน์ร่วมกันภายในเดือนต.ค. 2569 โดย GC มีแนวโน้มขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 
  • การควบรวมสินทรัพย์โอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย ช่วยดันกำลังการผลิตสารตั้งต้นโอเลฟินส์ทะลุ 7 ล้านตันต่อปี และเม็ดพลาสติก PE/PP เกือบ 6 ล้านตันต่อปี ผงาดขึ้นสู่ผู้ผลิตระดับ Top 10 ของโลก
  • ปรับกลยุทธ์สู่การควบรวมเชิงรับ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ รับมือมรสุมปิโตรเคมีขาลง กำลังการผลิตล้นตลาดจากจีน-ตะวันออกกลาง และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ 
  • ผสานจุดแข็งต้นน้ำของ GC และปลายน้ำของ SCGC ยกระดับประสิทธิภาพซัพพลายเชน ลดต้นทุนต่อหน่วย การันตีวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมไทย และเปิดทางปรับพอร์ตสู่เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง-กรีนพอลิเมอร์ 

โครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC (บริษัทย่อย บมจ.ปตท.) และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC (บริษัทย่อยของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย) แจงความก้าวหน้าการศึกษาโครงการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Joint Venture: JV) ภายหลังจากได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น (MoU) ชนิดไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเมื่อปลายเดือนเม.ย. 2569 

ล่าสุด ดีลยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าการดำเนินธุรกรรมประเมินเบื้องต้นสูงถึงราว 60,000 ล้านบาทนี้ ได้เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) และการตกลงเงื่อนไขสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญ ทั้งโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนธุรกรรม และมูลค่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นร่วมกันได้ภายในเดือนต.ค. 2569 นี้ ภายใต้กรอบโครงสร้างที่วางให้ GC เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และ SCGC ถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ 

เปิดเหตุผลเชิงกลยุทธ์ 2 ยักษ์ปิโตรเคมีไทยต้องจับมือกัน
การตัดสินใจควบรวมสินทรัพย์ในสายธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยชั่วคราว แต่มาจากวิกฤตโครงสร้างและมรสุมรอบทิศทางในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับโลก อาทิ

1. สภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) และวัฏจักรขาลงยืดเยื้อ ด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการขยายกำลังการผลิตมหาศาลของโรงงานขนาดใหญ่ในประเทศจีนและภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ และอัตราทำกำไรลดลงอย่างมาก การแข่งขันแบบเดิมที่ต่างฝ่ายต่างลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างอิสระภายในประเทศจึงไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนอีกต่อไป 

2. เปลี่ยนยุทธศาสตร์สู่การควบรวมเชิงรับ ซึ่งการรวมตัวกันจะช่วยสร้าง National Champion หรือตัวแทนระดับชาติที่มีสเกลธุรกิจใหญ่พอจะสู้ศึกในเวทีภูมิภาคและระดับสากลได้ ช่วยลดการขาดทุนในยามตลาดเผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ และพร้อมที่จะสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตสูงทันทีเมื่อวัฏจักรธุรกิจฟื้นตัวกลับเป็นขาขึ้น

3. บทเรียนในอดีตและการรับมือวิกฤตวัตถุดิบ การผนึกกำลังมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยต้องปิดตัวลงเหมือนบทเรียนในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ พร้อมทั้งช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือความผันผวนจากวิกฤตพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

ผ่าโครงสร้างสินทรัพย์ สเกลผลิตยกระดับสู่ Top 10 ของโลก

สำหรับขอบเขตการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่จะครอบคลุมสินทรัพย์ในประเทศไทยของทั้งสองฝ่าย โดย GC มีโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (Crackers), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนเดิม ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers)

ขณะที่ SCGC มีโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (Crackers), โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE), โรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บจ.สยามโพลิเอททีลีน, บจ.สยามเลเทกซ์สังเคราะห์, บจ.ไทย เอ็มเอ็มเอ และ บจ.กรุงเทพ ซินธิติกส์

การรวมสินทรัพย์ในพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตมาบตาพุด จังหวัดระยอง ส่งผลให้เกิดการขยายสเกลการผลิตอย่างมหาศาล แบ่งเป็น

  • กำลังการผลิตสารตั้งต้นโอเลฟินส์ ขยับขึ้นมาเป็นมากกว่า 7 ล้านตันต่อปี 
  • ขณะที่กำลังการผลิตเม็ดพลาสติกพอลิโอเลฟินส์ (PE และ PP) เพิ่มขึ้นรวมเป็นมากกว่า 6 ล้านตันต่อปี (จากเดิมแต่ละฝ่ายมีกำลังการผลิตราว 3 ล้านตัน) 
  • การครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในไทย เม็ดพลาสติก PP รวมกันประมาณ 25% และเม็ดพลาสติก PE รวมกันเกินกว่า 60% 
  • ดันให้บริษัทร่วมทุนใหม่ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกทันที

5 ข้อดีและผลประโยชน์ร่วมของการควบรวม

การผนึกกำลังระหว่าง GC และ SCGC ในครั้งนี้ ก่อให้เกิดข้อดีและประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนใน 5 มิติหลักคือ

1. ผสานจุดแข็งเกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ (Complementary Strengths) GC มีความโดดเด่นในสายธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) มีความยืดหยุ่นของโครงข่ายก๊าซและของเหลว รวมถึงศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบ (Trading) เชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบทั่วโลก

ขณะที่ SCGC มีความเชี่ยวชาญในสายธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value-Added: HVA) การรวมกันจึงเป็นการเอาวัตถุดิบต้นน้ำที่มั่นคงมาต่อยอดกับนวัตกรรมปลายน้ำได้อย่างลงตัว

2. ยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน (Operational & Supply Chain Excellence) เนื่องจากฐานการผลิตหลักของทั้งสองฝ่ายตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในพื้นที่มาบตาพุด จึงสามารถเชื่อมโยงระบบท่อส่ง สารตั้งต้น และคลังสินค้าร่วมกันได้ เกิดการบริหารจัดการวัตถุดิบแบบบูรณาการ (Holistic Optimization) สามารถปรับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทน โพรเพน และแนฟทาตามสภาวะราคาในตลาดโลก ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) และตัดลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน

3. สร้างความมั่นคงและคุ้มครองอุตสาหกรรมปลายน้ำของไทย บริษัทร่วมทุนใหม่จะเป็นเสาหลักในการจัดหาเม็ดพลาสติกและสารตั้งต้นปิโตรเคมี การมีฐานผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศช่วยการันตีว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบรรจุภัณฑ์ จะมีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลนหรือความผันผวนจากต่างประเทศ 

4. ปรับพอร์ตโฟลิโอไปสู่ธุรกิจอนาคต (Portfolio Transformation) การถ่ายโอนสินทรัพย์โอเลฟินส์พื้นฐานเข้า JV ช่วยเปิดทางให้บริษัทแม่ทั้งสองจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) ไปยังธุรกิจที่มีกำไรสูงและยั่งยืนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย GC สามารถมุ่งเน้นการขยายเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) ผ่าน allnex และธุรกิจเคมีชีวภาพ (Green & Bio) เพื่อดันสัดส่วน ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเป็น 30% ภายในปี 2573

ขณะที่ SCGC สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นด้านงบลงทุน (CAPEX) มุ่งขยายฐานผลิตในภูมิอาเซียน เช่น โครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม และการเร่งพัฒนานวัตกรรม Green Polymers 

5. ยกระดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Financial Resilience) การรวมสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์  และการลดการลงทุนซ้ำซ้อนจะช่วยลดภาระหนี้สินสุทธิ ปรับปรุงอัตราส่วนทางการเงินให้เข้มแข็ง และเพิ่มพัฟเฟอร์สภาพคล่องทางการเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก 

เร่งชง "กขค." อนุมัติ ตั้งบริษัทใหม่ใน 1 ปี

หลังจากการตรวจสอบ Confirmatory Due Diligence และการสรุปโครงสร้างธุรกรรมในเดือนต.ค 2569 ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือ การยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เนื่องจากสัดส่วนครองตลาดที่สูงขึ้น ธุรกรรมนี้จะต้องได้รับการพิจารณาจาก กขค. โดยบริษัทจะนำเสนอวิเคราะห์ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยต่อสู้กับผู้ผลิตต่างชาติ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการโอนย้ายสินทรัพย์ เพื่อตั้งบริษัทใหม่ให้เสร็จสมบูรณ์

การผนึกกำลังระหว่าง GC และ SCGC ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงดีลทางการเงินเพื่อปรับงบดุล แต่เป็นการวางแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่จะยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยขึ้นสู่ผู้ผลิตระดับ Top 10 ของโลก สร้างภูมิคุ้มกันฝ่าวิกฤตตลาดล้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนในเวทีโลก