เปิดข้อร้องเรียน SME ได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่วงเกือบ 9 เดือน ปีนี้ 37 เรื่อง ใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อบังคับเก็บค่าธรรมเนียม จำกัดทางเลือกผู้ขนส่ง สมาพันธ์เอสเอ็มอี ชี้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 35%
KEY POINTS
- ผู้ประกอบการ SME ร้องเรียนว่าต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมหลายรูปแบบจากแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่า GP และค่าการตลาด ซึ่งรวมกันสูงถึง 30-35% ของยอดขาย ทำให้กำไรลดลง
- แพลตฟอร์มถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเหนือตลาดในการบังคับเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม, จำกัดทางเลือกในการใช้บริการขนส่ง และบังคับให้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขาย
- สถิติร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ในช่วงปี 2566-2569 มีจำนวน 89 เรื่อง โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- มีความกังวลว่าแพลตฟอร์มอาจนำข้อมูลการขายของร้านค้าไปใช้พัฒนาสินค้าของตนเองเพื่อแข่งขัน และใช้ Algorithm จัดอันดับสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ร้านค้าเสียโอกาส
SME ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผลต่อการทำธุรกิจของ SME โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า รายงานสถิติร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยปี 2566-2569 มีเรื่องร้องเรียนแพลตฟอร์มดิจิทัล 89 เรื่อง ดังนี้
- ปี 2566 มีเรื่องร้องเรียน 13 เรื่อง จากทั้งหมด 42 เรื่อง คิดเป็น 31%
- ปี 2567 มีเรื่องร้องเรียน 22 เรื่อง จากทั้งหมด 65 เรื่อง คิดเป็น 33%
- ปี 2568 มีเรื่องร้องเรียน 17 เรื่อง จากทั้งหมด 77 เรื่อง คิดเป็น 22%
- ปี 2569 (1 ม.ค.-7 ต.ค.) มีเรื่องร้องเรียน 37 เรื่อง จากทั้งหมด 100 เรื่อง คิดเป็น 37%
สำหรับการร้องเรียนดังกล่าวสะท้อนปัญหาการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยังเป็นประเด็นสำคัญในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า โดยข้อร้องเรียนในปี 2569 แยกได้ดังนี้
1.กลุ่มธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) มีเรื่องร้องเรียนมากที่สุด 25 เรื่อง ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อบังคับเก็บค่าธรรมเนียมบริการ การกำหนดค่าธรรมเนียมอย่างไม่เป็นธรรม และการจำกัดทางเลือกในการขนส่ง
ในจำนวนนี้มี 4 เรื่องที่พิจารณาแล้วไม่รับเป็นเรื่องร้องเรียน รวมทั้งมี 1 เรื่องที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติยุติเรื่องเนื่องจากไม่มีมูล และอีก 20 เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา
2.ธุรกิจให้บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Ride-Hailing) มีเรื่องร้องเรียน 12 เรื่อง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนประกอบด้วย การใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อบังคับเก็บค่าธรรมเนียมบริการ การบังคับใช้ระบบ Batching และการบังคับเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขาย
ในจำนวนนี้มี 4 เรื่องที่พิจารณาแล้วไม่รับเป็นเรื่องร้องเรียน และอีก 8 เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา
SME ต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่ม
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ต้องพึ่งแพลตฟอร์มทั้ง E-Commerce, Food Delivery และ Social Commerce เป็นช่องทางหลักเข้าถึงผู้บริโภค แต่เผชิญความไม่เป็นธรรมหลายด้าน ตั้งแต่ต้นทุนการขายสูงขึ้น อำนาจต่อรองจำกัด และการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
แม้แพลตฟอร์มเปิดโอกาส SME เข้าตลาดได้กว้างขึ้น แต่หากกติกาการค้าไม่สมดุล ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องแบกต้นทุนที่สูงจนกระทบกำไร ขณะที่การถอนตัวออกจากแพลตฟอร์มก็เสี่ยงสูญเสียฐานลูกค้า จึงต้องให้ภาครัฐมากำกับดูแลเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่
แพลตฟอร์มรีดค่าธรรมเนียมสูง 35%
รวมทั้งปัญหาสำคัญอยู่ที่การเก็บค่าธรรมเนียมหลายรูปแบบ ทั้งค่าคอมมิชชัน ค่า GP และค่าบริการทำการตลาด ซึ่งบางครั้งมีภาระรวมถึง 30-35% ของยอดขาย อีกทั้งเก็บค่าธรรมเนียมย่อยและปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการมีอำนาจต่อรองจำกัด
ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวกระทบกำไร เพราะ SME ต้องรับภาระค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่าและค่าขนส่ง โดยถ้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มสัดส่วนสูง จะเหลือทุนหมุนเวียนและพัฒนาธุรกิจลดลง ขณะที่การขึ้นราคาสินค้าชดเชยต้นทุนทำให้แข่งขันยากขึ้น
“แพลตฟอร์ม” จำกัดเลือกผู้ขนส่ง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนถูกจำกัดทางเลือกด้านขนส่ง โดยแพลตฟอร์มกำหนดหรือจัดสรรผู้ให้บริการให้โดยอัตโนมัติ โดยเลือกบริษัทขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าหรือมีคุณภาพบริการเหมาะสมกับธุรกิจเองไม่ได้ ซึ่งทำให้แบกรับค่าจัดส่งเพิ่มขึ้นหรือผลักภาระไปผู้บริโภค
ทั้งนี้ สมาพันธ์ฯ เสนอภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมและค่า GP ที่เหมาะสมและไม่ให้แพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ค้า พร้อมเปิดเสรีให้ร้านค้าเลือกผู้ให้บริการขนส่งและระบบชำระเงินได้ โดยไม่บังคับใช้บริการของบริษัทในเครือช่องทางเดียว เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนผู้ประกอบการ
ห่วงใช้ข้อมูลร้านค้าบนแพลตฟอร์ม
ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องจับตาเป็นการใช้ข้อมูลการค้าของร้านค้าบนแพลตฟอร์มทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและยอดขาย ซึ่งอาจนำไปวิเคราะห์พัฒนาสินค้าของแพลตฟอร์มเองมาแข่งขันผู้ค้าเดิม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มมีอำนาจกำหนดระบบจัดอันดับสินค้า โดยหาก Algorithm ไม่ให้สินค้าปรากฏในลำดับต้น อาจทำให้ร้านค้าเสียโอกาสเข้าถึงลูกค้า
“สมาพันธ์ฯ เห็นว่าควรมีหลักเกณฑ์กำกับการใช้ข้อมูลทางการค้าและสร้างความโปร่งใสในการจัดอันดับสินค้า เพื่อป้องกันการใช้อำนาจทางตลาดอย่างไม่เป็นธรรม และรักษาโอกาสแข่งขันของผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในการทำตลาด”
จี้คุมสัญญาบังคับเร่งจ่ายเงินค่าสินค้า
นอกจากนี้ SME เผชิญปัญหาเงื่อนไขสัญญาที่แพลตฟอร์มเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว โดยการโอนเงินค่าสินค้าคืนให้ร้านค้าใช้เวลานาน และการระงับบัญชีโดยไม่มีกระบวนการอุทธรณ์ชัดเจน
สำหรับผู้ประกอบการที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดจะได้รับผลกระทบเมื่อได้รับเงินล่าช้า ซึ่งอาจกระทบการซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง และค่าใช้จ่ายดำเนินธุรกิจ
ขณะที่การปิดกั้นบัญชีอาจทำให้สูญเสียช่องทางจำหน่ายและรายได้ทันที โดยเฉพาะร้านค้าที่พึ่งพาแพลตฟอร์มเป็นตลาดหลัก
ทั้งนี้ สมาพันธ์ฯ จึงเสนอให้ภาครัฐกำกับดูแลสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กำหนดแนวทางการโอนเงินคืนให้ร้านค้าอย่างเหมาะสม พร้อมกำหนดกระบวนการระงับบัญชีที่โปร่งใส มีการแจ้งเหตุผล เปิดโอกาสให้ชี้แจง และมีช่องทางอุทธรณ์หรือแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นกลาง
ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ภาครัฐต้องมีบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแล เพื่อสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียม การขนส่ง ภาษี มาตรฐานสินค้า การใช้ข้อมูล และเงื่อนไขสัญญา ไม่ใช่เพียงสนับสนุน SME เข้าตลาดออนไลน์ แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้เป็นธรรมและยั่งยืน





