วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เวียดนาม'ขยายสิทธิภาษีรถยนต์ถึงปี 75 เปิดโอกาสไทยป้อนชิ้นส่วน-เทคโนโลยี

สคต.โฮจิมินห์ ชี้ เวียดนามจ่อขยายมาตรการส่งเสริมผลิต-ประกอบรถยนต์อีก 5 ปี ถึงปี 2575 พร้อมเปิดทางใช้ภาษีนำเข้าชิ้นส่วน 0% สำหรับรถยนต์เพื่อส่งออก หนุนการผลิตและส่งออก เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยรุกตลาดชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร และเทคโนโลยี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์เวียดนาม

KEY POINTS

  • เวียดนามเสนอขยายโครงการส่งเสริมการผลิตและประกอบรถยนต์ออกไปอีก 5 ปี จนถึงสิ้นปี 2575 เพื่อดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
  • มาตรการสำคัญคือการให้สิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ในอัตรา 0% สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต
  • นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มูลค่าสูง เทคโนโลยีสำหรับรถยนต์สมัยใหม่ และชิ้นส่วนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ตลาดเวียดนาม

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รายงานว่า กระทรวงการคลังเวียดนามเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฤษฎีกาเลขที่ 26/2023/NĐ-CP ว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีส่งออกและพิกัดอัตราภาษีนำเข้าพิเศษ เพื่อปรับมาตรการส่งเสริมการผลิตและประกอบรถยนต์ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และบริบททางเศรษฐกิจการค้าในระยะยาว

สาระสำคัญของร่างกฤษฎีกามี 7 ด้าน ได้แก่ การขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ การปรับขอบเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษี การกำหนดเงื่อนไขมาตรฐานการปล่อยมลพิษ EURO การปรับรอบพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ การกำหนดปริมาณการผลิตรถยนต์ขั้นต่ำ การปรับหลักเกณฑ์สำหรับยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินงานภาครัฐ

ประเด็นสำคัญคือ การเสนอขยายระยะเวลาโครงการส่งเสริมการผลิตและประกอบรถยนต์ออกไปอีก 5 ปี จนถึงสิ้นปี 2575 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2570 เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความแน่นอนด้านนโยบายให้กับภาคธุรกิจ ทั้งการวางแผนลงทุน การขยายกำลังการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน

มาตรการดังกล่าวสะท้อนทิศทางของเวียดนามในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมุ่งให้เวียดนามมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตและการส่งออกยานยนต์ในภูมิภาค

อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อภาคการค้า คือ การปรับกลไกการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนที่นำมาใช้ผลิต แปรรูป หรือประกอบรถยนต์เพื่อส่งออก

ร่างกฤษฎีกาเสนอให้ผู้ประกอบการที่มีสัญญาส่งออกรถยนต์ หรือมีสัญญาจำหน่ายรถยนต์ให้แก่บริษัทที่มีสัญญาส่งออกอยู่แล้ว ณ วันที่จดทะเบียนใบขนสินค้าศุลกากร สามารถใช้อัตราภาษีนำเข้า 0%

สำหรับชิ้นส่วนที่นำมาใช้ผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกได้ตั้งแต่เวลานำเข้า ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และต้องส่งออกรถยนต์ที่ผลิตจากชิ้นส่วนดังกล่าวภายใน 1 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนใบขนสินค้า

สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เข้าเงื่อนไขรับสิทธิ ณ เวลานำเข้า สามารถชำระภาษีตามอัตราปกติและขอคืนภาษีภายหลังเมื่อมีการส่งออกจริง หรือเลือกเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตและประกอบรถยนต์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

กลไกดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปัจจัยการผลิตและภาระเงินทุนหมุนเวียน เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ผู้ผลิตสามารถบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อส่งออกและต้องแข่งขันด้านราคาและระยะเวลาส่งมอบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีระบบเอกสารและการตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจน สามารถเชื่อมโยงการนำเข้าชิ้นส่วนกับกระบวนการผลิตและการส่งออกได้ เนื่องจากหากไม่สามารถส่งออกรถยนต์ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจต้องชำระภาษีนำเข้าและเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

เวียดนามยังเสนอปรับเกณฑ์ปริมาณการผลิตรถยนต์ขั้นต่ำเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ปี 2570 ช่วงปี 2571–2572 และช่วงปี 2573–2575 เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดและเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรม

สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล ที่มีที่นั่งไม่เกิน 9 ที่นั่ง และความจุกระบอกสูบไม่เกิน 2,500 ซีซี กำหนดปริมาณการผลิตรวมขั้นต่ำที่ 23,000 คันในปี 2570 เพิ่มเป็น 25,000 คันในช่วงปี 2571–2572 และ 29,200 คันในช่วงปี 2573–2575 ขณะที่รถบรรทุก รถมินิบัส รถโดยสารประจำทาง และรถโดยสารประเภทอื่น จะมีการปรับเกณฑ์ตามลำดับ

การทยอยเพิ่มเกณฑ์การผลิตมีเป้าหมายกระตุ้นให้ผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต ใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด และพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการที่มีขนาดการผลิตไม่มากหรือมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยี

นอกจากนี้ การยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษ EURO และหลักเกณฑ์สำหรับยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้ผู้ผลิตต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพ และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สคต.โฮจิมินห์ มองว่า การขยายมาตรการดังกล่าวไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ผลิต ชิ้นส่วนยานยนต์ วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต และเทคโนโลยี เข้าไปทำตลาดในเวียดนามมากขึ้น

สำหรับไทย ซึ่งมีฐานการผลิตและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โอกาสสำคัญคือการเข้าไปเป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่โรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ในเวียดนาม รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับที่ 1 ซึ่งต้องการวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองข้อกำหนดเฉพาะของรถยนต์แต่ละรุ่น

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและต้องใช้เทคโนโลยีการผลิต เช่น ชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุมและชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์สมัยใหม่ รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีแนวโน้มได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นตามการลงทุนและการขยายกำลังการผลิตของเวียดนาม

นอกจากนี้ การที่เวียดนามทยอยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีเทคโนโลยีและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ รถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบประหยัดพลังงาน และเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ เข้าไปสร้างตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจในเวียดนาม

สคต.โฮจิมินห์ เสนอว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามรายละเอียดของร่างกฤษฎีกา โดยเฉพาะเงื่อนไขการใช้สิทธิภาษีนำเข้า 0% ระยะเวลาการส่งออก หลักเกณฑ์การคืนภาษี ข้อกำหนดด้านศุลกากร และมาตรฐานทางเทคนิค ก่อนนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือวางแผนการค้า

ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสจากการขยายมาตรการของเวียดนามในการสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ โรงงานประกอบ และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับที่ 1–3 รวมถึงพัฒนาสินค้าให้ตรงตามมาตรฐานและข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละราย เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ควรยกระดับระบบการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานการผลิต เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และการส่งออก รวมถึงพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรเวียดนาม ซึ่งจะช่วยให้การขยายตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งออกสินค้า แต่สามารถต่อยอดไปสู่การลงทุนและการเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิตได้

อย่างไรก็ตาม ร่างกฤษฎีกาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงยุติธรรมเวียดนาม จึงจำเป็นต้องติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขฉบับสุดท้ายก่อนนำไปใช้วางแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขสำหรับผู้ผลิตเพื่อการส่งออก

โดยภาพรวม การขยายมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ถึงปี 2575 สะท้อนว่าเวียดนามกำลังเดินหน้าสร้างฐานการผลิตและการส่งออกยานยนต์ในระยะยาว ขณะที่การเปิดทางให้ใช้สิทธิภาษีนำเข้าชิ้นส่วน 0% สำหรับการผลิตเพื่อส่งออก จะเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและขยายกำลังการผลิต

สำหรับไทย จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนยานยนต์ วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีมูลค่าเพิ่มสูง

หากผู้ประกอบการสามารถยกระดับมาตรฐานสินค้าและสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในเวียดนามได้ ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าไปสู่การเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ของเวียดนามในระยะยาว