วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกมยาวคดี ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ รฟท. - CP แลกหมัดฟ้องศาลปกครอง

รฟท.ยื่นฟ้อง “เอเชีย เอรา วัน” เอกชนคู่สัญญาเมินจ่ายค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรลลิงก์ 13,335 ล้านบาท ครอบคลุม “CP-BEM-CRCC-ITD-ช.การช่าง” พร้อมฟ้องแบงก์กรุงเทพ-ไทยพาณิชย์ บังคับใช้แบงก์การันตี จับตาเสนอ กพอ.เคาะสิ้นสุดสัญญา “ไฮสปีดเทรน”

KEY POINTS

  • รฟท. ยื่นฟ้องกลุ่มซีพี (บริษัท เอเชีย เอรา วัน) และผู้ค้ำประกันรวม 8 ราย ต่อศาลปกครอง เพื่อเรียกชำระหนี้ค่าสิทธิร่วมลงทุนแอร์พอร์ตลิงก์ที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย รวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท
  • ขณะเดียวกัน กลุ่มซีพีได้แจ้งขอใช้สิทธิเลิกสัญญาร่วมลงทุน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้าง (NTP) จากกรณีไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)
  • จับตา "อนุทิน" ประชุม กพอ.พิจารณาแนวทางเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง ซึ่ง รฟท.จะรายงานแนวทางออก 2 ทางเลือก คือ ดำเนินงานตามมติ กพอ.และมติ ครม.และสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ตั้งเป้าหมายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการลงนามระหว่างคู่สัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) วันที่ 24 ต.ค.2562 และมีกำหนดเปิดบริการปี 2567 

การดำเนินการมีความล่าช้าและมีข้อพิพาทที่ต้องเจรจาระหว่างคู่สัญญาตลอด 7 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้และนำมาสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน แต่ในที่สุดมีการแจ้งขอเลิกสัญญา ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังนัดไม่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อพิจารณาเลิกสัญญา

รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จากกรณีเอกชนคู่สัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ได้ทำหนังสือถึง รฟท.แจ้งขอใช้สิทธิเลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ที่ระบุในสัญญาร่วมลงทุน 

ด้วยเหตุออกหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง (NTP) ไม่ได้จากกรณีไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเกี่ยวเนื่องถึงสัญญาการเดินรถของแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) ที่มีผลสิ้นสุดสัญญาจ้างเดินรถวันที่ 30 ก.ย.2569 เป็นเหตุให้ต้องเจรจาทำ MOU เพื่อให้เอกชนเดินรถต่อถึงวันที่ 31 ม.ค.2570 

ฟ้องค่าบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ 1.3 หมื่นล้าน

ขณะที่ รฟท.ดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยยื่นฟ้องเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ธนาคารผู้ค้ำประกันสัญญาฯ และผู้ออกหนังสือรับประกัน รวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง วันที่ 21 ต.ค. 2569 

ทั้งนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด รวมเป็นเงินจำนวน 13,335 ล้านบาท รวมถึงบังคับหลักประกันสัญญาธนาคาร และบังคับหนังสือรับประกัน 

รวมทั้งเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาวันที่ 24 ต.ค.2562 รฟท.ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (เอกชนคู่สัญญา) 

ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนดังกล่าว เอกชนคู่สัญญามีหน้าที่ชำระเงินค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ให้แก่ รฟท.รวม 10,671 ล้านบาท ภายในเวลา 2 ปี นับจากวันที่สัญญามีผลบังคับใช้ โดยครบกำหนดชำระวันที่ 24 ต.ค.2564 

ขณะที่ภายหลัง รฟท.ติดตามทวงถามและนำเข้ากระบวนการระงับข้อพิพาทกับเอกชนคู่สัญญาให้ชำระค่าสิทธิฯ ตามขั้นตอนสัญญาแล้ว คู่สัญญาไม่อาจตกลงระงับข้อพิพาทร่วมกันได้ 

รฟท.ฟ้องผู้ร่วมถือหุ้นไฮสปีดเทรน 5 บริษัท

ดังนั้น รฟท.จึงนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาศาลปกครอง สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ รฟท.ยื่นฟ้องบุคคลแบ่งตามสถานะและความเกี่ยวข้องกับสัญญาร่วมลงทุนฯ ได้แก่

1.บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น โดย รฟท.ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินต้น 10,671 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดถึงวันฟ้อง 2,664 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 13,335 ล้านบาท

2.ธนาคารผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของเอกชนคู่สัญญา 2 ราย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) วงเงินค้ำประกันรายละ 1,000 ล้านบาท

3.ผู้ออกหนังสือรับประกัน เพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเอกชนคู่สัญญาตามที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุน โดยมีจำนวนเงินสูงสุดตามที่ปรากฏในหนังสือรับประกันตามสัดส่วนการลงทุนในโครงการฯ 5 ราย ประกอบด้วย 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด สัดส่วน 70%, บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด สัดส่วน 10%, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM สัดส่วน 10%, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 5% และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD สัดส่วน 5%

ทั้งนี้ รฟท.ยึดหลักรักษาสิทธิรัฐและการดูแลประชาชนเป็นภารกิจดำเนินควบคู่ โดยการดำเนินการทางกฎหมายต้องรอบคอบ เป็นธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์รัฐ และไม่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบจากข้อพิพาททางสัญญา 

รวมทั้งยืนยันไม่กระทบการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการปกติ รฟท.ให้ความสำคัญกับการให้บริการ คำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทางของประชาชนเป็นสำคัญ

รอ“อนุทิน”นัดชี้เคาะเลิกสัญญาซีพี

รายงานข่าวระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอแนวทางแก้ปัญหาสัญญาโครงการไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน เพื่อรอกำหนดนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมี 2 แนวทาง คือ 

1.แนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือ และเป็นไปตามร่างแก้ไขสัญญาแก้ไขที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยจะเสนอ ครม.ขออนุมัติแก้ไขหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน

2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้เกิดขึ้นหาก กพอ.พิจารณาว่าแก้ไขสัญญาไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย

ขณะนี้ รฟท.รอกำหนดประชุม กพอ.เพื่อพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง ซึ่ง รฟท.จะรายงานแนวทางออก 2 ทางเลือก คือ ดำเนินงานตามมติ กพอ.และมติ ครม.และสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน ส่วนเอกชนยื่นข้อเสนอแสดงความประสงค์ขอเจรจาเพื่อสิ้นสุดสัญญา โดยเมื่อไม่แก้สัญญาก็ไม่สามารถไปต่อได้