วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

กขค. จ่อคุม GP แพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร คาดบังคับใช้ ธ.ค.นี้

กขค. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการแพลตฟอร์มเรียกรถและส่งอาหาร ตั้งแต่ 21 ต.ค.–20 พ.ย. 2569 หลังพบข้อร้องเรียนจากไรเดอร์และร้านอาหารกว่า 90% เกี่ยวข้องกับค่า GP ย้ำไม่ใช่การควบคุมราคา แต่มุ่งสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เผย สถิติร้องเรียนแพลตฟอร์มดิจิทัล 9 เดือนพุ่ง 37 เรื่อง อีคอมเมิร์ซมากสุด

KEY POINTS

  • คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เตรียมออกประกาศควบคุมโครงสร้างค่าบริการและค่า GP ของแพลตฟอร์มเรียกรถและส่งอาหาร โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคมนี้
  • กฎเกณฑ์ใหม่นี้จะมุ่งเน้นกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาด เช่น แกร็บ ไลน์แมน และโบลท์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้รายเล็กแข่งขันได้
  • การออกประกาศมีเป้าหมายเพื่อให้การกำหนดค่าบริการของแพลตฟอร์มมีความโปร่งใส โดยผู้ให้บริการจะต้องสามารถชี้แจงเหตุผลในการปรับเปลี่ยนอัตราค่าบริการได้อย่างสมเหตุสมผล
  • มาตรการนี้เป็นผลมาจากเรื่องร้องเรียนจำนวนมากจากไรเดอร์และร้านอาหาร ซึ่งกว่า 90% เกี่ยวข้องกับการปรับขึ้นค่า GP อย่างไม่เป็นธรรมและไม่มีการชี้แจงเหตุผล

นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือบอร์ด กขค.ได้เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการเรียกรถขนส่งสาธารณะ และประเภทบริการจัดส่งตามอุปสงค์ พ.ศ... เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมาและเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ถึงวันที่ 20 พ.ย. 2569 ก่อนรวบรวมความคิดเห็นเสนอให้ กขค. พิจารณาร่างประกาศอีกครั้งในวันที่ 23 พ.ย.ให้ความเห็นชอบ โดยประธาน กขค.จะลงลงนามภายในวันที่ 4 ธ.ค. และมีผลบังคับใช้ภายใน 18 ธ.ค.หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับสาระสำคัญของร่างประกาศ คือ การกำกับดูแลการกำหนดค่าบริการ 5 ประเภทที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ ซึ่งรวมถึงค่าบริการในการให้บริการ ประโยชน์อื่นใด ส่วนแบ่งรายได้ และค่ารอคอย โดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุมโครงสร้างการกำกับอัตราค่าธรรมเนียม หรือ GP ซึ่งโครงสร้างจะเกี่ยวกับกับการคิดอัตราค่าธรรมเนียม ตลอดจนการปรับเพิ่มหรือลดค่าบริการในแต่ละครั้ง ผู้ให้บริการต้องสามารถแสดงข้อมูลและชี้แจงเหตุผลที่เหมาะสมได้ว่า การกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการมีปัจจัยใดเป็นองค์ประกอบ เช่น ต้นทุนการดำเนินงานหรือการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ไม่เกี่ยวข้องกับกำหนดราคาค่า GP

โดยขอบเขตการบังคับใช้ จะมุ่งเน้นแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาด ไม่ได้ครอบคลุมผู้ให้บริการทุกราย เพื่อเปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มรายเล็กและรายกลาง โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหม่ สามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ตลาดมีผู้ประกอบการหลากหลายราย

ทั้งนี้ เกณฑ์พิจารณาอำนาจตลาดผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 10% ขึ้นไปจนถึงไม่เกิน 33% จะเข้าข่ายมีอำนาจตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 33% จะเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด โดยต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย

สำหรับธุรกิจ Ride-hailing มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มบางประเภท เนื่องจากสามารถเรียกเก็บค่า GP จากทั้งสองฝั่งในคำสั่งซื้อเดียวกัน ทั้งจากไรเดอร์และร้านอาหารหรือร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีระบบงานพ่วงหรืองานซ้อน เช่น การรับคำสั่งซื้ออาหารจากหลายร้านในเส้นทางเดียวกันโดยใช้ไรเดอร์คนเดียว ซึ่งอาจมีค่ารอบและค่ารอคอยเพิ่มเติม ขณะที่ค่า GP ยังคงเดิม

“การออกประกาศครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้การกำหนดค่าบริการของแพลตฟอร์มมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น พร้อมสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง” นางวรวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ เรื่อง GP เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรื่องร้องเรียนที่ส่งเข้ามายัง กขค. ทั้งจากไรเดอร์และร้านอาหาร ประมาณ 90% เป็นเรื่อง GP  มีเรื่องงานพ่วงบ้าง รวมแล้ว 37 เรื่อง โดยแพลตฟอร์มอยู่ดี ๆ ก็ขึ้น ขึ้นเท่าไรก็ได้ตามใจเขา ไม่อธิบายเหตุผลด้วย เท่าที่ตรวจสอบ ตั้งแต่ เม.ย.-ส.ค.2569 ขึ้นไปแล้ว 8 รอบ โดยทุกเรื่องกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะเรื่องเพิ่งถูกส่งเข้ามา บางคนก็ไม่รู้ว่าจะไปร้องเรียนที่ไหน และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซประเภท Multi-sided Platform เช่น Shopee และ Lazada จะอยู่ภายใต้แนวทางกำกับดูแลอีกฉบับหนึ่ง เนื่องจากมีรูปแบบธุรกิจและลักษณะตลาดแตกต่างจากบริการ Ride-hailing แม้ว่าคำสั่งตามมาตรา 60 ที่ออกไปก่อนหน้านี้จะครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มก็ตาม และขอยืนยันไม่ได้ต้องการกำกับราคา แต่ต้องการกำกับการแข่งขันที่เป็นธรรม หากจะขึ้นค่าบริการก็ต้องอธิบายได้ว่าขึ้นเพราะอะไร และมีเหตุผลสมควรหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กและไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่จะต้องชี้แจงรายละเอียดค่า GP กับ กขค. ได้แก่ แกร็บ ไลน์แมน และโบลท์ และยังจะมีการใช้มาตรา 60 ของ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 บังคับไปถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopee , Lazada และ TikTok ด้วย เพราะมีการตรวจสอบพบว่า มีการขึ้นค่า GP ถี่มาก โดย Shopee ตั้งแต่ปี 2565-ปัจจุบัน ขึ้นไปแล้ว 10 ครั้ง ขึ้นรวม 433% และ Lazada ขึ้น 7 ครั้ง ขึ้นรวม 367% ส่วน TikTok กำลังตรวจสอบ

สำหรับสถิติร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลในช่วง 3 ปีย้อนหลัง พบว่า ปี 2566 มีเรื่องร้องเรียน 13 เรื่อง จากทั้งหมด 42 เรื่อง คิดเป็น 31% ปี 2567 มี 22 เรื่อง จากทั้งหมด 65 เรื่อง คิดเป็น 33% และปี 2568 มี 17 เรื่อง จากทั้งหมด 77 เรื่อง คิดเป็น 22% ขณะที่ปี 2569 มีเรื่องร้องเรียนแล้ว 37 เรื่อง จากทั้งหมด 100 เรื่อง คิดเป็นประมาณ 37% โดยตั้งแต่ปี 2566-2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลรวม 89 เรื่อง

ส่วนในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ถึง 7 ต.ค.2569 พบมีเรื่องร้องเรียนรวม 37 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 100 เรื่อง คิดเป็นประมาณ 37% สะท้อนปัญหาการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยังเป็นประเด็นสำคัญในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า

โดยพฤติกรรมทางธุรกิจ พบว่า กลุ่มธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) มีเรื่องร้องเรียนมากที่สุด 25 เรื่อง ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อบังคับเก็บค่าธรรมเนียมบริการ การกำหนดค่าธรรมเนียมอย่างไม่เป็นธรรม และการจำกัดทางเลือกในการขนส่งในจำนวนนี้ มี 4 เรื่องที่พิจารณาแล้วไม่รับเป็นเรื่องร้องเรียน 1 เรื่องที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติยุติเรื่องเนื่องจากไม่มีมูล และอีก 20 เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา

ส่วนธุรกิจให้บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Ride-Hailing) มีเรื่องร้องเรียน 12 เรื่อง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนประกอบด้วย การใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อบังคับเก็บค่าธรรมเนียมบริการ การบังคับใช้ระบบ Batching และการบังคับเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขาย ทั้งนี้ มี 4 เรื่องที่พิจารณาแล้วไม่รับเป็นเรื่องร้องเรียน และอีก 8 เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา