กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย และจีน กรอบความร่วมมือนี้เป็นข้อริเริ่มของไทยเมื่อปี 2555 ที่ประสงค์จะพัฒนากรอบความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
โดยเน้นให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมกระบวนการพัฒนาอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนากรอบความร่วมมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้ประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ แม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 ในเดือนพ.ย. 2558
โดยมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation Foreign Ministers’ Meeting) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และการประชุมสุดยอดแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation Leaders’ Meeting) จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยมีกระทรวงต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก
ส่งเวทีรัฐมนตรีเคาะ 3 เอกสารความร่วมมือ
ในส่วนของระดับคณะทำงาน เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง สมัยสามัญ ครั้งที่ 7 ผ่านระบบออนไลน์ การประชุมประกอบด้วยผู้แทนจาก 6 ประเทศสมาชิกเพื่อหารือความก้าวหน้าด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขง และเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีด้านทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 พ.ย. 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการผลักดันความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการพิจารณาเอกสารผลลัพธ์สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ซึ่งกำหนดทิศทางและแนวทางความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของทั้ง 6 ประเทศในระยะต่อไป ครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การรับมือกับน้ำท่วมและภัยแล้ง การพัฒนาระบบคาดการณ์และเตือนภัย ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศ โดยประเทศไทยได้ผลักดันประเด็นความร่วมมือด้านคุณภาพน้ำให้บรรจุอยู่ในร่างถ้อยแถลงร่วม เพื่อส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำร่วมกัน
สมาชิกร่วมเฝ้าระวังสถานการณ์-สภาพอากาศ
เอกสารฉบับที่สอง คือ ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลด้านอุทกวิทยาและแผนการดำเนินงาน ซึ่งมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับน้ำและปริมาณฝนจากสถานีตรวจวัดของประเทศสมาชิกอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์น้ำ การคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วมและภัยแล้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกยังอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดบางประเด็น เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันก่อนการลงนาม
เอกสารฉบับที่สาม คือ เอกสารรวบรวมโครงการความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ (Project Library) ซึ่งรวบรวมข้อมูลโครงการของประเทศสมาชิกในสาขาต่าง ๆ เช่น การติดตามตรวจวัดสถานการณ์น้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายผลโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางปรับปรุงข้อมูลและติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเสนอให้เพิ่มความถี่ในการประชุมและประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกร่วมกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามความก้าวหน้า และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง
“โดยผลการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีในเดือนพ.ย. ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของทั้ง 6 ประเทศ เพื่อร่วมกันรับมือกับปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ ตลอดจนส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน”
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับแนวทางของไทยคือการผลักดัน MLC เป็นกรอบความร่วมมือที่เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กับยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) และความร่วมมือสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคฯ และผลักดันให้เศรษฐกิจของอนุภูมิภาคฯ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก
การสนับสนุนสาขาความร่วมมือ โดยเฉพาะ ด้านการบริหารจัดการน้ำ ส่งเสริมแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำและการทำวิจัยร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และผลักดันให้ MLC มีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) รวมทั้งสนับสนุนการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ขณะที่ท่าทีของจีน คือการบริหารจัดการน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีนเสนอให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านน้ำอย่างสม่ำเสมอ และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านน้ำกับประเทศสมาชิก MLC ตลอดทั้งปี ตั้งแต่ 2563ที่ผ่านมา รวมทั้งได้จัดตั้งเว็บไซต์สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ และเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี ด้านทรัพยากรน้ำ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยของเขื่อนและการปรับมาตรฐานทางเทคนิคให้สอดคล้องกัน
ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณรัฐประชาชนจีนพร้อมที่จะสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน production capacity รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ และความมั่นคงด้านอาหาร และ ขยายช่องทางการส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากประเทศสมาชิก MLC ไปยังจีน
ด้านความเชื่อมโยง สาธารณรัฐประชาชนจีนเสนอ เพิ่มเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่อนุภูมิภาคฯ ,สนับสนุนการสอดประสานระหว่าง MLC กับความร่วมมือBRI และระหว่างระเบียงทางการพัฒนาเศรษฐกิจแม่โขง - ล้านช้าง (Mekong - Lancang Economic Development Belt: MLEDB) กับระเบียงทางการค้าเชื่อมทางบก - ทางทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่ (New International Land–Sea Trade Corridor: NILSTC) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่นครฉงชิ่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านระบบรางเชื่อมระหว่างจีนกับยุโรป และผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงสาธารณรัฐประชาชนจีน - สปป.ลาว- ราชอาณาจักรไทย




