มีการเสนอให้รวมศูนย์ข้อมูลน้ำจากกว่า 50 หน่วยงานภาครัฐไว้ในที่เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและเตือนภัย การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย สามารถลดความสูญเสียต่อชีวิตได้ถึง 6 เท่า ตามข้อมูลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก
KEY POINTS
- เสนอให้รวมศูนย์ข้อมูลน้ำจากกว่า 50 หน่วยงานภาครัฐไว้ในที่เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและเตือนภัย
- การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย สามารถลดความสูญเสียต่อชีวิตได้ถึง 6 เท่า ตามข้อมูลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก
- ต้องมีการแปลงข้อมูลทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนให้เป็นคำแนะนำที่ประชาชนสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ทันที เพื่อรับมือสถานการณ์
- เสนอความร่วมมือกับภาคเอกชนในระยะสั้น เช่น เปิดพื้นที่อาคารจอดรถให้ประชาชนนำรถยนต์ไปจอดเพื่อหนีน้ำท่วม
เมื่อฟ้า ฝน น้ำ และดินเปลี่ยนไปในยุค New Normal ปริมาณฝน 300 มิลลิเมตรไม่ได้หมายถึงน้ำแค่ระดับหน้าแข้งอีกต่อไป ย้อนมองบทเรียนวิกฤติน้ำท่วม ปริมาณน้ำฝนแบบเห็นภาพจริง พร้อมข้อเสนอรวมศูนย์ Data รัฐ-เอกชน และทางรอดสู้ภัยน้ำท่วมที่จัดการเองได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
ลบความเชื่อเดิม ปรับระบบระบายน้ำรับรอบ 100 ปี
รศ.ดร. เสวกชัย ตังอร่ามวงศ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงาน Exclusive Media Briefing & Water Lab Visit "THE WATER WAKE-UP CALL" เดิมที่ว่า "น้ำท่วมก็ยังดีกว่าแล้ง" อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุค New Normal เพราะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปทั้งหมด ทั้งฟ้า ฝน น้ำ และดิน ในทางวิศวกรรม จากเดิมที่เคยออกแบบระบบท่อระบายน้ำโดยใช้อัตราฝนย้อนหลัง 30 ปี ปรับเพิ่มเป็น 50 ปี และในปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวกระโดดไปสู่การวางแผนรองรับรอบความถี่ฝนในระดับ 100 ปีแล้ว
ถอดสูตรคณิตศาสตร์ฝน 300 มม. ทำไมท่วมมิดชั้นหนึ่ง
บ่อยครั้งที่ประชาชนมองว่าฝนตก 300 มิลลิเมตรเป็นเรื่องเล็ก เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงระดับน้ำสูงเท่าหน้าแข้ง แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง "ค่าเฉลี่ย"
หากลองคำนวณปริมาณน้ำจริง บนพื้นที่บ้านขนาด 100 ตารางเมตร ฝนตกทุกๆ 10 มิลลิเมตร (1 เซนติเมตร) จะเท่ากับปริมาณน้ำฝนมากถึง 1,000 ลิตร หรือเทียบเท่าถังน้ำขนาดใหญ่ 1 ถัง ดังนั้น หากฝนตกหนักระดับ 300 มิลลิเมตร จะเท่ากับมีถังน้ำ 1,000 ลิตร จำนวนถึง 30 ถัง ถูกเทลงมาในพื้นที่ และหากบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าบริเวณรอบข้าง เช่น พื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ต่ำกว่าชาวบ้านราว 1.50 เมตร ปริมาณน้ำทั้งหมดก็จะไหลไปรวมซ้อนกันจนท่วมสูงมิดชั้นที่หนึ่งทันที
ปรับตัวอยู่กับน้ำ ทำเครื่องหมายคราบน้ำ ย้ายระบบไฟขึ้นชั้น 2
เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถย้ายบ้านหนีน้ำท่วมได้ ทางรอดเดียวคือการเรียนรู้และปรับตัวเพื่ออยู่กับน้ำให้ได้
- ทำเครื่องหมายคราบน้ำ: สังเกตคราบน้ำเดิมบนกำแพงบ้านและพ่นสีทำเครื่องหมายไว้ เพื่อประเมินระดับน้ำในครั้งถัดไป เช่น หากฝนตกหนักเพิ่มเป็น 400 มิลลิเมตร
- ยกระดับความปลอดภัย: หลังน้ำลด ควรปรับปรุงบ้าน ย้ายระบบไฟฟ้าและระบบน้ำขึ้นไปไว้บนชั้น 2 เพื่อให้สามารถพักอาศัยต่อไปได้
- เตรียมรับฝนฉุกเฉิน: ประชาชนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนตกหนักในอนาคตที่อาจสูงถึง 500–600 มิลลิเมตร
รวมศูนย์ Data หยุดกระจาย 50 หน่วยงาน แปลงตัวเลขวิศวกรรมเป็นภาษาคน
หนึ่งในปัญหาสำคัญของภาครัฐคือการจัดทำข้อมูลน้ำแบบแยกส่วน ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำเรื่องน้ำมากกว่า 50 หน่วยงาน ใน 10 กระทรวง และมีแดชบอร์ดเก็บข้อมูลกระจายอยู่ 3–4 แห่ง ข้อเสนอสำคัญในยุค New Normal คือ ภาครัฐต้องกล้าที่จะ "รวมศูนย์ข้อมูลน้ำ (Data)" ไว้ที่เดียว
นอกจากนี้ ต้องเร่งแปลงข้อมูลเชิงวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ เช่น ความน่าจะเป็นในการเกิดฝน 70–80% ให้กลายเป็นคำเตือนและคำแนะนำที่ประชาชนเข้าใจได้ทันทีว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องอพยพไปทางไหน และรุนแรงเพียงใด ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการจำลอง (Simulation) ปริมาณ "3 น้ำ" (น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน) ที่สามารถระบุเจาะจงระดับพื้นที่ เขต หรือเทศบาลได้อย่างแม่นยำ
เตือนภัยล่วงหน้าลดสูญเสียชีวิต 6 เท่า เอกชนร่วมอุ้มรถจมน้ำ
ข้อมูลจากองค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า หากระบบสามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน และประชาชนรู้ขั้นตอนการปฏิบัติตน จะช่วยลดอัตราความสูญเสียต่อชีวิตได้น้อยลงถึง 6 เท่า ด้านความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น กรณีรถยนต์จมน้ำเสียหายจำนวนนับร้อยคันตั้งแต่หาดใหญ่จนถึงกรุงเทพฯ ข้อเสนอระยะสั้นคือการดึงภาคเอกชนและธุรกิจรีเทลเข้ามามีส่วนร่วม
โดยขอความร่วมมือให้เปิดพื้นที่อาคารจอดรถชั้นสูง เพื่อให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามาจอดเลี่ยงน้ำท่วม ขณะที่การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี การปรับตัว การเตือนภัย และการวางหลักการสื่อสารวิกฤตจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในเวลานี้




