กรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่แนะชาวนาฟื้นฟูแปลงปลูกหลังอุทกภัยภาคเหนือ-กลาง ชี้ระดับน้ำท่วมขังทำดินขาดอากาศ เกิดกรดพิษ อัดสูตรดูแลตามระยะพืช พร้อมเตือนชื้นสูงเสี่ยง “โรคไหม้ข้าว” ระบาด
KEY POINTS
- กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้เกษตรกรเร่งระบายน้ำออกจากนาหลังน้ำลด เพื่อฟื้นฟูสภาพดินที่ขาดออกซิเจนและลดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อต้นข้าว
- เตือนให้เฝ้าระวังการระบาดของ "โรคไหม้ข้าว" ซึ่งเกิดจากเชื้อราและแพร่กระจายได้ดีในสภาพอากาศชื้นและอับลมหลังน้ำท่วม
- แนะแนวทางรับมือโรคไหม้ โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาฉีดพ่นเพื่อควบคุมในระยะเริ่มต้น และพิจารณาใช้สารเคมีเมื่อพบการระบาดรุนแรง
หลังมวลน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรมเริ่มถอยร่น วิกฤตเงียบที่เกษตรกรต้องรับมือต่อคือสภาพดินที่เกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นพิษ และความเสี่ยงของโรคระบาดในแปลงนา การเข้าแนะนำทางวิชาการที่ถูกต้องตามระยะการเจริญเติบโตของข้าว ควบคู่กับการสกัดกั้นเชื้อราในภาวะความชื้นสูง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการเซฟผลผลิตและคืนรายได้ให้ชาวนาอย่างทันท่วงที
- แนะปรับสภาพดินหลังน้ำลด ชี้ปล่อยท่วมขังนานทำดินเป็นพิษ
จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะ นาข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ออกประกาศแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เร่งสำรวจแปลงนาและฟื้นฟูอย่างถูกวิธีตามระยะการเจริญเติบโต ความลึกของน้ำ และระยะเวลาที่ท่วมขัง
กรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ช่วงที่น้ำท่วมขังระดับสูง ดินจะอิ่มน้ำจนขาดอากาศ ทำให้เกิดสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นพิษต่อต้นข้าว เช่น กรดบูทีริก และไฮโดรเจนซัลไฟด์ หลังน้ำลดจึงควรรีบระบายน้ำออกแล้วปล่อยให้ดินแห้ง เพื่อปรับสภาพดินก่อนดำเนินการตามขั้นตอน
ระยะแตกกอ (น้ำท่วมพ้นยอด) ระบายน้ำออกให้ยอดข้าวโผล่พ้นน้ำ เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติให้คุมระดับน้ำไว้ที่ 5–10 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ พร้อมฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ เมื่อข้าวอายุ 50 และ 60 วัน
ระยะออกช่อดอก / 30 วันก่อนออกรวง ข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสงในดินเหนียว ใส่ปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง ใส่ปุ๋ยยูเรีย 20 กิโลกรัม/ไร่
ระยะออกรวง เร่งระบายน้ำออก และ ห้ามใส่ปุ๋ยเคมี โดยให้เน้นเฝ้าระวังโรคและแมลงศัตรูพืช
กรณีท่วมเกิน 10 วัน (ต้นอ่อน < 30 วัน) ข้าวจะเน่าตายเกือบทั้งหมด เมื่อน้ำแห้งให้ไถกลบตอซังเพื่อย่อยสลายเป็นปุ๋ย และเร่งกำจัดวัชพืชรอบคันนา
- เตือนอากาศอับลม-ความชื้นสูง เสี่ยง “โรคไหม้ข้าว” ระบาดหนัก
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่มีฝนตกและมีความชื้นสูง ประกอบกับแปลงนาที่แน่นอับลม ยังเอื้อต่อการแพร่ระบาดของ โรคไหม้ข้าว ที่เกิดจากเชื้อรา Pyricularia oryzae ซึ่งสปอร์สามารถปลิวไปกับลมสร้างความเสียหายให้แปลงข้างเคียงได้ โดยเกษตรกรสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้
ระยะกล้าและแตกกอ ใบมีแผลจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา ตรงกลางแผลสีเทา หากรุนแรงต้นจะแห้งตายเป็นพุ่มคล้ายถูกไฟไหม้
ระยะออกรวง - ใกล้เก็บเกี่ยว เมล็ดข้าวจะลีบ คอรวงมีรอยแผลช้ำสีน้ำตาล ทำให้คอรวงเปราะหัก และรวงข้าวร่วงหล่นเสียหาย
กางมาตรการรับมือ ใช้ “ไตรโคเดอร์มา” สกัดเชื้อรา – สารเคมีคุมคราบแผล
กรมส่งเสริมการเกษตร ย้ำให้เกษตรกรประเมินสภาพแปลงและใส่ปุ๋ยในระยะเวลาที่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด หากเริ่มพบอาการของโรคไหม้ ให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อควบคุม แต่หากพบแผลร่องรอยของโรคไหม้ตั้งแต่ 2–3 แผลต่อใบข้าว ให้พิจารณาใช้สารเคมีที่ถูกต้องเข้าควบคุมการระบาดโดยเร็วที่สุด ก่อนผลผลิตจะได้รับความเสียหายวงกว้าง
การฟื้นฟูนาข้าวหลังประสบอุทกภัยจำต้องอาศัยความเข้าใจในมิติวิชาการ ทั้งการระบายน้ำเพื่อปลดล็อกสารพิษในดิน การเติมธาตุอาหารตามช่วงอายุข้าว และการตั้งรับโรคเชื้อราจากความชื้น การปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างตรงจุด จะช่วยลดความสูญเสียและช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในที่สุด





