วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

“วิทัย” ย้ำไม่ถึงจุด ‘ลดดอกเบี้ย’ ชี้ระดับ 1% ยังมี Policy Space รับมือช็อก

“วิทัย” ชี้ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ยังมีพื้นที่รองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ย้ำการตัดสินใจนโยบายการเงินต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลและแนวโน้มเศรษฐกิจ ยืนยันยังมีเครื่องมือเพิ่มเติมหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมรักษา Policy Space เพื่อรับมือความเสี่ยงในอนาคต

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นแต่ละครั้งพิจารณาจากข้อมูลวันที่ประชุม โดยใช้แนวทาง Data Dependent คือการตัดสินใจตามข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ควบคู่กับการมองไปข้างหน้า หรือ Forward Looking เพื่อประเมินว่าเศรษฐกิจและปัจจัยต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ดังนั้น การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในแต่ละครั้งจึงขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นและการประเมินแนวโน้มในอนาคต ไม่สามารถระบุล่วงหน้าได้ว่ากรรมการแต่ละคนจะมีมุมมองต่อข้อมูลและสถานการณ์ข้างหน้าอย่างไร

ซึ่งมองการพิจารณาดอกเบี้ยต้องพิจารณาความเหมาะสมถึงลักษณะเฉพาะของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสถานการณ์เงินเฟ้อที่แตกต่างจากประเทศอื่นด้วย

โดยหากดูก่อนเข้าสู่ช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อติดลบ เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง ทำให้ไทยมีปัญหาเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่มีเงินเฟ้อจากอุปสงค์อยู่ก่อนแล้วในระดับประมาณ 2-3%

เมื่อเกิดแรงกดดันด้านอุปทานจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประเทศที่มีเงินเฟ้อด้านอุปสงค์อยู่ก่อนจึงเผชิญแรงกดดันต่อระดับราคามากขึ้น จนเงินเฟ้อโดยรวมสูงเกินกรอบและเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับ 4-5% ทำให้ต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์แตกต่างออกไป เนื่องจากเงินเฟ้อด้านอุปสงค์แทบไม่มีหรืออยู่ในระดับติดลบ เมื่อมีแรงกดดันด้านอุปทานจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้ามาอยู่ในกรอบ

ซึ่งหากดูเงินเฟ้อเดือนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 2.5% ขณะที่ประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีซึ่งยังไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลสำหรับการประชุมเดือนตุลาคม อยู่ที่ประมาณ 2.2% โดย ธปท. มองว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อในปีหน้าจะปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวยังต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดย กนง. จะนำข้อมูลที่มีอยู่ในแต่ละช่วงเวลามาประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงิน

  • ดอกเบี้ย 1% ยังมีพื้นที่ลด หากเกิดแรงกระแทกที่ไม่คาดคิด


ทั้งนี้มองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ที่1% ยังมีพื้นที่หรือ Policy Space สำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด โดยอัตราดอกเบี้ยยังสามารถปรับลดลงไปถึงระดับ 0.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในช่วงโควิด 

อีกทั้งยังมีเครื่องมืออีกส่วนหนึ่งคือการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนและส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดได้อีกพอสมควร ที่จะเป็นเครื่องมืออีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้


“ไม่อยู่ในภาวะที่ควรจะลดดอกเบี้ย ซึ่งต้องดู Data Dependent ด้วย ต้องดูขอมูลที่จะมาสัปดาห์หน้า เพื่อตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินว่าเป็นอย่างไร”

ในมุมของธปท.นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ ธปท. แล้ว ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน

ประกอบด้วย การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SME การทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม ทั้งในส่วนของอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการจัดการปัญหาเงินเทา ซึ่งครอบคลุมถึงการฉ้อโกง การหลอกลวง และอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการทางการเงิน

ทั้ง 4 ด้านเป็นภารกิจที่ ธปท. ดำเนินการควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพด้านราคา โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินและการใช้บริการทางการเงินของประชาชน

  • ดัน Bangkok Blueprint แก้ Fraud-Scam ระดับโลก

สำหรับการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ World Bank-IMF Annual Meetings 2026 นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. มีส่วนรับผิดชอบในการจัดทำเนื้อหาหลักของประเทศไทย โดยจัดทำเอกสารชื่อ Bangkok Blueprint ร่วมกับธนาคารโลกและ IMF

เอกสารดังกล่าวมุ่งเน้นประเด็นการฉ้อโกง การหลอกลวง และความเสี่ยงทางไซเบอร์ โดยรวบรวมประสบการณ์ในระดับนานาชาติร่วมกับกรณีศึกษาจากประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง

โดย Bangkok Blueprint จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางอ้างอิงให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปรับใช้ในการจัดการปัญหา Fraud และ Scam ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก

เอกสารดังกล่าวประกอบด้วยหลักการสำคัญ 12 ข้อ หรือ 12 Key Considerations เพื่อใช้เป็นแนวทางว่าประเทศต่าง ๆ ควรดำเนินการอย่างไรในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ โดยมีเอกสารแนบที่แสดงตัวอย่างการดำเนินงานของทั้ง 4 ประเทศ รวมถึงมาตรการที่ประเทศไทยดำเนินการไปแล้วและสิ่งที่ยังต้องดำเนินการเพิ่มเติม

ซึ่งเอกสารนี้ไม่ใช่กรอบความร่วมมือที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ แต่เป็นเอกสารเชิงวิชาการที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำหลักการไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง

“จากข้อมูลสถิติพบว่า 67% ของความเสียหายจาก Fraud เกิดขึ้นในเอเชีย แม้เงินที่เกี่ยวข้องจะมาจากทั่วโลก จึงเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยแนวทางจัดการที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ในระดับนานาชาติ”

นอกจากนี้ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ให้ความสำคัญกับการจัดการเงินเทา ผ่านการคุมการซื้อขายทองคำผ่านแอปฯเงินบาท และคุมการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องชี้แจงวัตถุประสงค์การใช้เงินและเหตุผลที่เลือกถอนเป็นเงินสดแทนการโอนเงิน

สำหรับมาตรการในระยะถัดไป ธปท.มีแผนประกาศข้อกำหนดเกี่ยวกับการฝากเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท โดยผู้ฝากต้องสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้

นอกจากการถอนเงินสดแล้ว เงินที่อยู่ในระบบยังอาจถูกเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ USDT จึงต้องติดตามช่องทางเหล่านี้ควบคู่กัน

ในส่วนของ USDT ธปท. พบธุรกรรมบางลักษณะที่มีความผิดปกติ เช่น การซื้อ USDT แล้วโอนออกนอกประเทศทันที ซึ่งอาจเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการโอนเงินออกนอกประเทศโดยตรง

ธุรกรรมลักษณะดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณการซื้อขาย USDT ในประเทศไทยมีความผิดปกติเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ในอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดย ธปท. ทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. ซึ่งได้ออกแนวทางกำกับดูแลเพื่อจำกัดธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือมีลักษณะผิดปกติแล้ว