“เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยยุคใหม่ มุ่งเป้า "บริการ-พัฒนาการผลิตอัจฉริยะ" พร้อมดึง FDI ระลอกใหม่ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง ป้องกันวิกฤตซ้ำรอย การันตีเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ชี้บอนด์ยีลด์ 10 ปีไทยแค่ 2.4% ต่ำกว่าสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงถึง 5% มาจากวินัยทางการคลังและการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ
KEY POINTS
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ต้องสร้างการเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
- ชี้ว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง
- แนวทางการเติบโตมุ่งเน้นการยกระดับภาคบริการและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและพัฒนาทักษะแรงงาน
13 ต.ค. 2569 - ในเวที “IMF APD: Thailand Special Seminar Bangkok 1991–2026” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF Worldbank 2026 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงทิศทางและยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับภาคบริการและอุตสาหกรรม การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดกว้างและเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการ เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) นอกเหนือจากการยกระดับจากภาคการเกษตรสู่ภาคการผลิตที่เคยดำเนินการมาแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยต้องมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับภาคบริการ และพัฒนาภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง
"เราต้องใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างความหลากหลายให้แก่โรงงานและตลาด รวมถึงใช้ประโยชน์จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI เพื่อยกระดับภาคการผลิตและพัฒนาทักษะบุคลากร" นายเอกนิติ กล่าว พร้อมเสริมว่า โครงการ "Skill Bridge" จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการพัฒนากับมหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายทอดทักษะและการลงทุนสู่บริษัทในประเทศไทย
รองนายกฯ และรมว.คลัง ยังได้กล่าวถึงการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนได้คัดเลือกอุตสาหกรรมแนวหน้า ได้แก่ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) และการแปรรูปอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics), ยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), บริการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
"ในกระบวนการนี้ ภาครัฐจะต้องทำหน้าที่สนับสนุนภาคเอกชนเปรียบเสมือนกองกลาง (Midfielders) โดยทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการ นอกจากนี้ยังต้องเชื่อมโยงและกระจายการลงทุนไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชน" นายเอกนิติ ย้ำ
นอกจากมิติการพัฒนาแล้ว นายเอกนิติ ยังได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยระบุว่าเป็นรากฐานสำคัญและเป็นระบบหลังบ้านของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง
สะท้อนได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าสหรัฐฯ ที่ 5% อันเป็นผลมาจากวินัยทางการคลังและการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ นอกจากนี้ ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ระยะสั้นเกือบสามเท่า
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ได้เตือนให้ตระหนักถึงบทเรียนจากอดีต โดยเฉพาะช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 (1997) ที่ประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับ 8-10% จนละเลยเรื่องเสถียรภาพและมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากเกินไป
สำหรับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต นายเอกนิติ มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แบบหลายขั้วอำนาจ และปัญหาโครงสร้างประชากรสูงวัยที่ทำให้มีกำลังแรงงานจำกัด ดังนั้น ยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตในระยะต่อไปจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมถึงการเปิดรับการลงทุน FDI ระลอกที่สองที่มาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
"เราต้องเปิดโอกาสให้คนไทยและธุรกิจ SME ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ ผ่านการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) เปรียบเสมือนการเปิดประตูรถไฟความเร็วสูงให้คนจำนวนมากที่รออยู่บนชานชาลาสามารถก้าวขึ้นมาได้ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตและป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอย" นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย





