"เอกนิติ" กล่าวบนเวที IMF-WB ชูไทยเป็น ‘Trusted Connector’ สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ครึ่งปีแรกที่เพิ่มขึ้น 47% และการลงทุนเอกชนเติบโตกว่า 10% ต่อกัน 2 ไตรมาส เน้นสร้างความร่วมมือแทนการกีดกัน เปลี่ยน FDI เป็นการพัฒนาขีดความสามารถและยกระดับทักษะแรงงานในประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกหรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ว่า ท่ามกลางโลกแตกขั้ว (Fragmented World) ภาคธุรกิจและประเทศต่าง ๆ กำลังปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเน้นประสิทธิภาพ ไปสู่ความมั่นคงปลอดภัย และการกระจายตลาดเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้
ทั้งนี้ แม้ทั่วโลกจะเผชิญกับการกีดกันทางการค้า แต่การค้าระหว่างประเทศมีลักษณะเหมือน“น้ำ” ที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ เมื่อใดก็ตามที่มีการสร้างกำแพงหรืออุปสรรคขึ้นมาขวางกั้น กระแสน้ำย่อมสามารถหาเส้นทางไหลเบี่ยงเพื่อเอาตัวรอดและเข้าสู่ตลาดปลายทางได้
สะท้อนจากกรณีของประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและเคยพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 50% แต่ช่วงที่ผ่านมา ไทยปรับตัวรับมือวิกฤต ด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานไปยังกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตก และละตินอเมริกาได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ นักลงทุนพยายามมองหาสถานที่เพื่อกระจายความเสี่ยง และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 47% แต่เท่านั้นยังไม่พอ ไทยต้องการเปลี่ยนคำขอเหล่านี้ให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง สะท้อนผ่านการลงทุนภาคเอกชนเติบโตมากกว่า 10% ต่อเนื่องกันถึง 2 ไตรมาส
“เมื่อน้ำไหลเข้ามาชนกำแพง น้ำย่อมหาทางออกไปได้ เช่นเดียวกับการค้า ไทยเคยนำเข้าพลังงานสุทธิกว่า 50% จากตะวันออกกลาง แต่ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาเราเปลี่ยนไปนำเข้าพลังงานจากแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกา”
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายพยายามสร้างกำแพงกีดกัน ทางออกที่ยั่งยืนไม่ใช่การปิดประเทศ แต่คือการร่วมมือกันสร้างสะพานข้ามกำแพงและอุปสรรคเหล่านั้น ผ่านการผนึกกำลังทั้งด้านการค้า การลงทุน และการวางกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรับมือกับความผันผวนของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ดี สะพานดังกล่าวไทยไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวคนเดียว แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก
เพื่อเดินหน้าเชื่อมโยงความร่วมมือภายในกลุ่มประเทศอาเซียน และสหภาพยุโรปผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูระเบียบระหว่างประเทศและยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับผลิตภาพและเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในทุกภูมิภาค
“เรากำลังสร้างสะพานข้ามกำแพงที่บางประเทศสร้างขึ้น แต่เราต้องการแรงสนับสนุนที่เข้มแข็งเพื่อค้ำจุนสะพานระหว่างประเทศในอาเซียน และระหว่างเรากับยุโรป ดังนั้น ผมคิดว่าเราควรนำระเบียบระหว่างประเทศกลับมา หากเรายังเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เชื่อในการค้าและการลงทุน
นอกจากนี้ การสร้างสะพานดังกล่าวยังครอบคลุมถึงบทบาทของไทยในการเป็นสะพานเชื่อมที่น่าไว้วางใจ(Trusted Connector) ท่ามกลางผลกระทบทางเศรษฐกิจในลักษณะรูปตัวเค (K-shaped impact) ที่กลุ่มประเทศขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่ากลุ่มประเทศขนาดเล็ก
โดยไทยพร้อมเชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจและประเทศขนาดเล็กเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเปลี่ยนความหลากหลายให้กลายเป็นความยืดหยุ่น เช่น การเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนจากลาวผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์
ในการนี้ ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น หรือ Global and Local Trust ผ่านการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เป็นขีดความสามารถที่แท้จริง
ทั้งนี้ ด้วยการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเข้ากับมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านโครงการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนในระดับฐานรากจะได้รับประโยชน์จากการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
“สุดท้ายนี้ ผมขอฝากไว้ 2 ข้อถึงพวกเราทุกคน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจในระดับโลก และสร้างความไว้วางใจที่บ้านของเราเองในระดับท้องถิ่น”





