วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ณรงค์ชัย’ เปิด 4 เสาหลัก ถอดบทเรียน 35 ปี ดันยุทธศาสตร์พาเศรษฐกิจไทยรอด

"ณรงค์ชัย" ชี้ 4 พัฒนาการเชิงโครงสร้างตลอด 35 ปี ทั้งการเปิดเสรีการค้า-การเงิน โครงสร้างพื้นฐานเอกชน และหลักประกันสุขภาพ คือรากฐานสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย เผยบทเรียนต้มยำกุ้งหล่อหลอมตลาดเงิน-ตลาดทุนสู่ระดับ First World พร้อมกางโรดแมปสู้ความท้าทายปี 2026

KEY POINTS

  • ชี้ 4 เสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี เริ่มจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าเสรีที่ทำให้ส่งออกเติบโตแข็งแกร่ง และการเปิดเสรีทางการเงินที่แม้จะนำไปสู่วิกฤตปี 40 แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ระบบการเงินไทยแข็งแกร่งระดับโลก
  • เสาหลักที่สามคือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและดึงเอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลิกโฉมธุรกิจไทยจากระดับครัวเรือนสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ และเสาหลักที่สี่คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขให้ประเทศ
  • เสนอแนวทางรับมือความท้าทายในอนาคต โดยชู 2 เครื่องยนต์สำคัญคือ การปฏิวัติดิจิทัล (Digital Transformation: DX) และการปฏิรูปพลังงาน (Energy Transformation: NX)
  • แนะ 3 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อปลดล็อกศักยภาพประเทศ ได้แก่ การปรับโครงสร้างธุรกิจ (Firm of the Future), การพัฒนาและดึงดูดแรงงานทักษะสูง (Workforce of the Future) และการกระจายอำนาจสู่เมืองศูนย์กลางภูมิภาค (City of the Future)

ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ในงาน IMF-World Bank 2026 โดยถอดบทเรียนประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นถึง 4 พัฒนาการเชิงโครงสร้างสำคัญ ที่ประเทศไทยได้ลงมือทำและกลายเป็นเสาหลักอันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเสนอแนวทางรับมือความท้าทายใหม่ในอนาคต

ดร. ณรงค์ชัย กล่าวว่า เสาหลักแรกเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 จากโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Adjustment Loan: SAL) ของธนาคารโลก และได้ดำเนินการต่อเนื่องในทศวรรษ 1990 ผ่านการส่งเสริมการค้าเสรีและความร่วมมือในระดับภูมิภาคและพหุภาคี เช่น ASEAN, APEC และ WTO

ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยในปี 2540 ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มูลค่าการส่งออกของไทยอยู่ที่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกเติบโตขึ้นทะลุระดับ 400,000 ล้านดอลลาร์

เสาหลักที่สอง คือการเปิดเสรีทางการเงินตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ผ่านการลงนามรับพันธะมาตรา 8 (Article 8) การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในปี 2535 รวมถึงการเปิดดำเนินกิจการวิเทศธนกิจ (BIBF) ในปีเดียวกัน 

อย่างไรก็ตาม ดร. ณรงค์ชัย ได้ย้อนบทเรียนสำคัญว่า ในช่วงแรก BIBF ถูกตั้งเป้าให้เป็นรูปแบบการยืมเงินต่างประเทศไปปล่อยต่างประเทศ (Out-Out) แต่ต่อมากลับกลายเป็นการยืมเงินต่างประเทศมาปล่อยในประเทศ (Out-In) จนนำไปสู่วิกฤตการเงินปี 2540 เนื่องจากในขณะนั้นประเทศไทยยังขาดความเข้าใจเรื่อง Impossible Trinity หรือทฤษฎีสามเหลี่ยมที่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ (การตรึงอัตราแลกเปลี่ยน การเปิดเสรีทุนเคลื่อนย้าย และความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน) 

ประกอบกับการถูกโน้มน้าวโดยนักลงทุนธนาคาร (Investment Bankers) ให้กู้ยืมเงิน ซึ่งเน้นเรื่องค่าคอมมิชชันเป็นหลัก จนส่งผลให้บริษัทไฟแนนซ์ที่ตนบริหารอยู่ในขณะนั้นประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก แต่จากบทเรียนวิกฤตดังกล่าว ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการเงิน จนปัจจุบันระบบตลาดเงินและตลาดทุนของไทยมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างมากจนถูกจัดให้อยู่ในระดับประเทศพัฒนาแล้ว (First World)

‘ณรงค์ชัย’ เปิด 4 เสาหลัก ถอดบทเรียน 35 ปี ดันยุทธศาสตร์พาเศรษฐกิจไทยรอด

พลิกโฉมเอกชนจาก Cottage สู่ Castle

เสาหลักที่สาม คือการแปรรูปและการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ (Privatization & Commercial Infrastructure) ส่งผลให้ประเทศไทยมีระบบโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค รวมถึงการลงนามสัญญาสัมปทานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมืองตั้งแต่ปี 2535 

นอกจากนี้ การนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในหมวดพลังงาน โทรคมนาคม และการขนส่ง ได้ช่วยยกระดับโครงสร้างธุรกิจเอกชนของไทยจากเดิมที่มีลักษณะย่อยแบบครัวเรือน (Cottage) ไปสู่โครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความเข้มแข็งและทรงพลังระดับปราสาท (Castle)

เสาหลักที่สี่ คือการจัดตั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงปี 2544-2545 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรสาธารณสุขที่มีทักษะสูงจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของไทยกลายเป็นรากฐานความมั่นคงในการพัฒนาประเทศระยะยาว

ชู DX + NX และข้อเสนอ World Bank

ดร. ณรงค์ชัย ได้เปรียบเทียบว่า หากย้อนมองบรรยากาศในปี 1991 (พ.ศ. 2534) เศรษฐกิจไทยเต็มไปด้วยความตื่นตัวและการเติบโตอย่างสดใส แต่หากมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 บริบทโลกและเศรษฐกิจจะเต็มไปด้วยความท้าทายที่รุนแรง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเน้นย้ำถึง 2 เครื่องยนต์สำคัญ คือ

1. Digital Transformation (DX)การปฏิวัติติดิจิทัล ซึ่งมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเพิ่มความเร็วบนทางด่วนดิจิทัลที่มีระบบการเงินดิจิทัลและ Web 3 รองรับอยู่แล้ว
2. Energy Transformation (NX) การบริหารจัดการและส่งเสริมการผลิตรวมถึงการกระจายพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับความต้องการพลังงานมหาศาลจากกระบวนการ DX

นอกจากนี้ ดร. ณรงค์ชัย ยังแสดงความเห็นพ้องกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการผลักดัน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing), เกษตรและอาหาร (Agri-food), สุขภาพและการบริการสุขภาพ (Healthcare & Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

เปิด 3 ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตของประเทศ ดร. ณรงค์ชัย ได้เสนอ 3 ทิศทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามแนวทางของธนาคารโลก ได้แก่

1. Firm of the Future การปรับโครงสร้างภาคธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่ระดับ 60% ซึ่งสะท้อนถึงการมีเครื่องจักรและศักยภาพที่ไม่ถูกนำมาใช้งาน รัฐจึงควรเปิดทางให้ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ถอนตัวออกจากตลาดอย่างเหมาะสม (Nice way to exit) แทนการปกป้องเกินไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่ภาคธุรกิจแห่งอนาคต

2. Workforce of the Future การพัฒนาและดึงดูดแรงงานแห่งอนาคต โดยเสนอให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้บุคลากรและแรงงานต่างชาติทักษะสูงเข้ามาทำงานและร่วมมือกับภาคธุรกิจไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น ตามโมเดลที่ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จ

3. City of the Future การกระจายอำนาจการบริหารจัดการให้แก่จังหวัดศูนย์กลางในภูมิภาคที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ เช่น ขอนแก่น ให้มีความเป็นอิสระ (Autonomous) มากขึ้น เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองแห่งอนาคต

ชี้สังคมไทยพูดถึง SME มากเกินไป

ดร. ณรงค์ชัย กล่าวถึงประเด็น SME และการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยอย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาสังคมและนโยบายภาครัฐให้ความสำคัญหรือพูดถึงเรื่อง SME มากจนเกินไป โดยมีความพยายามที่จะปกป้องและอุ้มชู SME ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ใช่ SME ทุกรายที่ดีและควรอยู่รอด

ความพยายามในการปกป้องธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในภาคอุตสาหกรรมของไทยจมอยู่นานที่ระดับ 60% ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าภาคผลิตของไทยมีเครื่องจักรและศักยภาพที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างคุ้มค่า

ดังนั้น รัฐบาลควรเปลี่ยนมุมมองจากการอุ้มทุกราย มาเป็นการสนับสนุนให้ SME หรือธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป สามารถถอนตัวหรือออกจากตลาดได้อย่างเหมาะสมและสมเกียรติ (Nice way to exit) เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นภาระเชิงโครงสร้าง และเปิดทางให้ทรัพยากรไหลไปสู่การสร้าง Firm of the Future หรือภาคธุรกิจแห่งอนาคตตามแนวทางของธนาคารโลก (World Bank)

“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้ ผมเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถก้าวข้ามและรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคง” ดร. ณรงค์ชัย กล่าว