“ธอส.” กางแผนไตรมาส 4 ปี 2569 ชูสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนดอกเบี้ยพิเศษ หนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน ลดภาระค่าครองชีพระยะยาว ผนึกฐานข้อมูลลูกค้า 3 ล้านบัญชีกับศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ออกแบบผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ธอส. จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการจัดทำสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เช่น สินเชื่อโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการซื้อที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งลดภาระค่าครองชีพในระยะยาว
นอกจากนี้ ธอส. จะเดินหน้าบูรณาการข้อมูลที่อยู่อาศัย ทั้งจากฐานข้อมูลลูกค้าในปัจจุบันกว่า 3 ล้านบัญชี และจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน
ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 การเติบโตของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New Loan Growth) ของธนาคารอยู่ที่ 123,149.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็น 49% ของเป้าหมายทั้งปี ทั้งนี้ เฉพาะไตรมาสที่ 2 เพียงไตรมาสเดียว ขยายตัวได้ถึง 8–10%
น่าสังเกตว่า ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ขยายตัวดังกล่าว สวนทางกับการเติบโตของยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding Loan Growth) ที่เติบโตไม่มากนัก ซึ่งสะท้อนว่าพอร์ตมีอัตราหมุนเวียนสูง กล่าวคือ เม็ดเงินที่ปล่อยใหม่ถูกหักกลบด้วยการทยอยชำระคืนเงินต้นของลูกหนี้เดิม จึงทำให้ยอดคงค้างสุทธิเพิ่มขึ้นไม่มาก และบ่งชี้ว่าการเติบโตของสินเชื่อมาจากฐานลูกหนี้ใหม่ มากกว่าการรีไฟแนนซ์
ด้านคุณภาพสินทรัพย์นั้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 106,923.72 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.54% ของยอดสินเชื่อรวม อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้จะเผชิญความท้าทายสูงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่หดตัว โดยนโยบายยังเน้นการประคับประคองไม่ให้ลูกหนี้กลุ่มสินทรัพย์ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) ตกชั้นเป็น NPL
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ ธอส. จึงได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569 อาทิ การพักหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือน
มาตรการภาครัฐอย่างโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติซึ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัย และช่วยเสริมสภาพคล่องในการชำระคืนเงินกู้ให้มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนทางการเงินของ ธอส. และเปิดโอกาสให้สามารถสนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
“ธอส. ยังมองว่าการประสานความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างสถาบันการเงินของรัฐให้มากขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันในการดูแลประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบ” นายมหัทธนะ กล่าว'





