วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ชงปฏิญญากรุงเทพฯ ในงาน IMF-Worldbank 2026 ดัน Bangkok Blueprint ชี้นำเศรษฐกิจโลก

"เอกนิติ" เผยไทยเตรียมเสนอ "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank ปี 2569 ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ชู "Bangkok Blueprint" เป็นพิมพ์เขียวด้านการเงินดิจิทัลสมัยใหม่ ช่วยผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งทุน และ "Bangkok Dialogue" เป็นกรอบให้ประเทศต่างๆ นำไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อในระดับสากล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไทยเตรียมผลักดันปฏิญญากรุงเทพฯ ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF-WBG Annual Meetings 2026 เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลกผ่าน 2 ผลงานสำคัญ ได้แก่

  1. Bangkok Blueprint หรือ พิมพ์เขียวด้านการเงินดิจิทัลสมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น โดยนำตัวอย่างนวัตกรรมของไทย เช่น แอปพลิเคชันเป๋าตัง ถุงเงิน และ AI นกกระซิบ ที่ใช้สอนพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดไทยมาถอดบทเรียน

    ควบคู่กับการร่วมมือระหว่างประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และ IMF ในการสร้างแนวทางยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล เพื่อให้ผู้นำทางการเงินทั่วโลกสามารถนำพิมพ์เขียวนี้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง 
     
  2. Bangkok Dialogue การสรุปผลจากการประชุมตลอดทั้ง 7 วัน ซึ่งจะปิดจบในวันสุดท้ายเพื่อเป็นข้อสรุปตามปฏิญญากรุงเทพฯ โดยจะเป็นกรอบแนวทางให้ประเทศต่าง ๆ นำทิศทางเศรษฐกิจและศักยภาพที่ได้แสดงในเวทีนี้ไปขับเคลื่อนต่อในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า ในด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจะผลักดันให้ธนาคารโลกและ IMF ร่วมมือกันช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ในการรับมือภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน

โดยภายในงาน ธนาคารโลกจะจัดเวทีพิเศษเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งไทยจะร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการบริหารจัดการน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ พร้อมชูโมเดลต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำตามแนวพระราชดำริจากรัชกาลที่ 9 ถึงรัชกาลที่ 10 ใน “Royal Pavilion” เช่น โครงการแก้มลิง

ส่วนประเด็น AI Infrastructure & Data Center ประเทศไทยจัดทำเกณฑ์สำหรับการลงทุนData Center เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อยกระดับให้การลงทุนนวัตกรรมและ AI คำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยนำไปร่วมแบ่งปันในเวทีโลกเช่นกัน

“เราจะนำสิ่งที่เราโชว์ศักยภาพ เป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ ใช้ชี้นำทิศทางเศรษฐกิจโลก และไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ เชื่อมั่นว่าผลงานทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวจะไม่จบลงเพียงแค่ช่วงการประชุม 7 วันเท่านั้น แต่จะคงอยู่ต่อไปในเวทีการเงินและเศรษฐกิจโลกอีกหลายปี”

ท้ายที่สุด นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2534 ไทยเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิริติ์ ไปแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นในปี พ.ศ. 2569 นี้ จึงนับเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าว ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วกว่า 16,000 คน

ทั้งนี้ ไทยจะใช้โอกาสครั้งนี้โชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ชูเอกลักษณ์ประเทศไทย อาทิ ผ่านการนำเสนอผ้าไทย การตกแต่งสถานที่ด้วยผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารไทยระดับสากล ตลอดจนการนำเยาวชนไทยมาเข้าร่วมต้อนรับผู้นำการเงินโลก เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนเพื่อก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกในอนาคต
     
  2. การวางบทบาทประเทศเป็นตัวกลางที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) เชื่อมโยงกลุ่มประเทศมหาอำนาจ
     
  3. การสร้างความยั่งยืนและการดึงดูดการลงทุนการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดพื้นที่สร้างพันธมิตรดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ภาคธุรกิจไทย

“ภาพจำที่สำคัญที่สุดคือความเป็นไทย ผมเชื่อว่าทุกคนจะกลับมาไทยอีกครั้งหนึ่ง และภาพจำความเป็นคนไทย ศักยภาพของคนไทยที่เรากำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก วันนี้เวทีโลกจะกลับมามองเราในฐานะผู้นำเศรษฐกิจและการเงินโลก” นายเอกนิติ กล่าว