"เอกนิติ" ชวนนักลงทุนญี่ปุ่นให้ยกระดับการลงทุนในประเทศ ชูนโยบาย "BOI to IPO" หนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและช่องทางอำนวยความสะดวก Super-Fast Track จูงใจนักลงทุนญี่ปุ่นประเดิมเป็นรายแรกจดทะเบียนภายใต้โครงการนี้
KEY POINTS
- รัฐบาลไทยเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นให้ยกระดับการลงทุนในประเทศ โดยชูนโยบาย "BOI to IPO"
- โครงการ "BOI to IPO" มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- เตรียมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและช่องทางอำนวยความสะดวกแบบเร่งด่วน (Fast Track) เพื่อจูงใจนักลงทุนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ
- นายเอกนิติแสดงความคาดหวังว่าบริษัทญี่ปุ่นจะเป็นรายแรกที่เข้าจดทะเบียนภายใต้โครงการนี้
นักลงทุนญี่ปุ่นถือว่าเป็นนักลงทุนที่มีความสำคัญกับอุตสาหกรรมไทย ทั้งในแง่ของมูลค่าการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการจ้างงาน โดยเป็นนักลงทุนที่ปักหลักลงทุนและมีส่วนร่วมสร้างอุตสาหกรรมในไทยมายาวนานกว่า 60 ปี โดยมีเม็ดเงินสะสมในการลงทุนเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับนักลงทุนจากทุกประเทศ และตลอด 5 ปีที่ผ่านมามูลค่าการขอส่งเสริมการลงทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
เมื่อวันที่ 7 ต.ค.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Investment Gateway for Sustainable Growth”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนคุณภาพ (Quality Investment Led Growth) ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ BOI to IPO ถือเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ให้สามารถนำกิจการเข้าจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาว
เล็งเพิ่มสิทธิประโยชน์ดึงบริษัทญี่ปุ่นเข้า IPO
ในการนี้ เพื่อเป็นการเร่งรัดและจูงใจภาคเอกชน ภาครัฐได้เตรียมสิทธิประโยชน์ ควบคู่กับช่องทางอำนวยความสะดวกแบบเร่งด่วน ทั้งในรูปแบบ Fast Track และ Super-Fast Track ช่วยให้นักลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยกระดับไทยให้เป็นฐานรองรับการลงทุนเต็มรูปแบบ
โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ตนเองคาดหวังให้บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจสำคัญที่ลงทุนในไทยมายาวนาน เป็นบริษัทแรกที่ประเดิมเข้าจดทะเบียนภายใต้โครงการ BOI to IPO ซึ่งปัจจุบันทั้ง BOI และตลท. ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง
“ได้คุยกับท่านผู้บริหาร JETRO ผมยังบอกท่านว่า ผมอยากให้บริษัทแรกที่ประเดิม BOI to IPO เป็นบริษัทญี่ปุ่น เป็นคนในห้องนี้ที่ลงทุนในประเทศไทย แล้วเราจะมี Fast Track มี Super-Fast Track ให้ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้นักลงทุนที่มาลงทุนในเมืองไทย ได้เติบโตไปกับประเทศไทย”
ดัน 3 เสาหลักลงทุนคุณภาพ
นอกจากการขับเคลื่อนทางด้านการเงินและตลาดทุนแล้ว ยุทธศาสตร์ Quality Investment Led Growth ยังมีอีก 3 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมด้านการลงทุนใหม่ (New Investment) ซึ่งจะร่วมกับภาคเอกชนในการส่งเสริมการลงทุนที่สอดรับกับจุดแข็งของไทย ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
อีกด้านหนึ่ง ให้การส่งเสริมด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy) มุ่งเน้นการสร้างและปรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสีเขียวให้ทันสมัย รองรับทิศทางของโลกในอนาคต โดยจุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นความจำเป็นของประเทศที่ต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ พร้อมเตรียมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Market) เชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างประเทศ
สุดท้ายคือการส่งเสริมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านยุทธศาสตร์ “All in AI” มุ่งพัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, การส่งผ่านข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) และอุตสาหกรรมชิปขั้นสูง ควบคู่กับ “AI in All” ผลักดันภาคธุรกิจและประชาชนนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในทุกภาคส่วน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทุกประเทศเติบโตทำสถิติใหม่สูงถึงกว่า 1,300 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท (ประมาณ 7 ล้านล้านเยน)
สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะมีมูลค่าการลงทุนรายปีอยู่ในอันดับ 4 แต่หากมองในมิติ มูลค่าการลงทุนสะสม (Cumulative Investment) ญี่ปุ่นยังคงครองอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างมั่นคง
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการจากญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนเกือบ 400,000 ล้านบาท โดย 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์และชิ้นส่วน, และเคมีภัณฑ์/ปิโตรเคมี
เดินหน้า Quality Investment
ทั้งนี้บีโอไอได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ใน 6 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่
1. อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว (BCG & Green Industry) ครอบคลุมเกษตรอัจฉริยะ อาหารแห่งอนาคต การแพทย์และสุขภาพ พลังงานสะอาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
2. อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive & EV Ecosystem) รัฐบาลไทยยึดแนวทาง Multi-pathway เช่นเดียวกับญี่ปุ่น โดยส่งเสริมรถยนต์ทุกระบบ ทั้ง BEV, Hybrid (HEV), Plug-in Hybrid (PHEV) และ Fuel Cell (FCV) เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่สมบูรณ์ โดยล่าสุด 4 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอนด้า,มิตซูบิชิ มอเตอร์ส, มาสด้า และ อีซูซุ ได้ประกาศแผนการลงทุนเพิ่มเติมในไทยรวมกันมากกว่า 50,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
3. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง มีการขยายการลงทุนจากบริษัทชั้นนำ อาทิ Sony Semiconductor, Toshiba, Rohm Integrated, Murata และ Panasonic เพื่อตอบสนองความต้องการชิปและอิเล็กทรอนิกส์ของโลก
4. AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยส่งเสริมการลงทุน Data Center และ Cloud Service ซึ่งมีบริษัทชั้นนำอย่าง NTT เข้ามาลงทุน พร้อมชูจุดแข็งที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของ AI Supply Chain เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (Optical Transceiver), ระบบ Networking, ระบบ Cooling, Hard Disk Drive และ AI Server
5. ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และฮิวแมนนอยด์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาคการผลิตและรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
และ 6. ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมีโครงการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคที่ได้รับอนุมัติจากบีโอไอแล้วเกือบ 500 โครงการ ซึ่งร้อยละ 40 เป็นบริษัทจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ บีโอไอขอเชิญชวนบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยกว่า 6,000 บริษัท ให้พิจารณาจัดตั้ง Regional Headquarter (RHQ) และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เพิ่มเติมในประเทศไทยa





