“เอกนิติ” ดัน “BOI to IPO” อัดสิทธิประโยชน์ Super-Fast Track อำนวยความสะดวกบริษัทต่างชาติจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าดันบริษัทญี่ปุ่นเป็นรายแรก พร้อมขับเคลื่อนอีก 3 เสาหลัก ส่งเสริมการลงทุนใหม่ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และยกระดับศักยภาพ AI ครบวงจรทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการใช้งาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน “Thailand – Japan Investment Forum 2026: Investment Gateway for Sustainability Growth” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( BOI) ว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับตลาดการเงิน ในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญในการผลักดันการเติบโตของภาคธุรกิจ ภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนคุณภาพ (Quality Investment Led Growth) ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ "BOI to IPO"
โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ให้สามารถนำกิจการเข้าจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ในการนี้ เพื่อเป็นการเร่งรัดและจูงใจภาคเอกชน ภาครัฐได้เตรียมสิทธิประโยชน์ ควบคู่กับช่องทางอำนวยความสะดวกแบบเร่งด่วน ทั้งในรูปแบบ Fast Track และ Super-Fast Track ช่วยให้นักลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยกระดับไทยให้เป็นฐานรองรับการลงทุนเต็มรูปแบบ
โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ตนเองคาดหวังให้บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจสำคัญที่ลงทุนในไทยมายาวนาน เป็นบริษัทแรกที่ประเดิมเข้าจดทะเบียนภายใต้โครงการ BOI to IPO ซึ่งปัจจุบันทั้ง BOI และตลท. ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง
"เมื่อสักครู่ ผมได้คุยกับท่านผู้บริหาร JETRO ผมยังบอกท่านว่า ผมอยากให้บริษัทแรกที่ประเดิม BOI to IPO เป็นบริษัทญี่ปุ่น เป็นคนในห้องนี้ที่ลงทุนในประเทศไทย แล้วเราจะมี Fast Track มี Super-Fast Track ให้ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้นักลงทุนที่มาลงทุนในเมืองไทย ได้เติบโตไปกับประเทศไทย”
นอกจากการขับเคลื่อนทางด้านการเงินและตลาดทุนแล้ว นายเอกนิติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ Quality Investment Led Growth ยังมีอีก 3 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมด้านการลงทุนใหม่ (New Investment) ซึ่งจะร่วมกับภาคเอกชนในการส่งเสริมการลงทุนที่สอดรับกับจุดแข็งของไทย ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
อีกด้านหนึ่ง ให้การส่งเสริมด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy) มุ่งเน้นการสร้างและปรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสีเขียวให้ทันสมัย รองรับทิศทางของโลกในอนาคต
โดยจุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นความจำเป็นของประเทศที่ต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ พร้อมเตรียมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Market) เชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างประเทศ
สุดท้ายคือ การส่งเสริมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านยุทธศาสตร์ “All in AI” มุ่งพัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, การส่งผ่านข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) และอุตสาหกรรมชิปขั้นสูง ควบคู่กับ “AI in All” ผลักดันภาคธุรกิจและประชาชนนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในทุกภาคส่วน
บีโอไอหนุน 'ญี่ปุ่น' ต่อยอดลงทุนไทย
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวว่า ญี่ปุ่นถือเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจไทย โดยตั้งแต่ปี 2564 ถึงครึ่งแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นรวมกว่า 1,380 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 396,500 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่มูลค่าการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และชิ้นส่วน, รวมถึง เคมีและปิโตรฯ
ดังนั้น การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม การพัฒนาซัพพลายเชนให้รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และการอำนวยความสะดวกการดำเนินธุรกิจ
ในการนี้ ต้องดำเนินการควบคู่กับการเพิ่มช่องทางระดมทุน ผ่าน BOI to IPO สำหรับผู้ประกอบการ New Economy ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในประเทศไทย
เชื่อมธุรกิจ-ตลาดทุน สร้างการเติบโตระยะยาว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยระยะยาว โดยทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงธุรกิจกับตลาดทุน ผ่านโครงการ BOI to IPO เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน SET, mai และ LiVEx
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนากลไกและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในระยะยาว ทั้งในระดับบริษัท และคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) เช่น โครงการ JUMP+ ที่สนับสนุนบริษัทจดทะเบียนจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ แผนยกระดับ ธรรมาภิบาล และแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนอาทิ SETCarbon เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ตอบสนองต่อมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ





