วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

กษ. จับมือ FAO-ADB ขับเคลื่อน RAP-T ดันเกษตรอัจฉริยะ (CSA)

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ FAO และ ADB สรุปแผนโครงการ RAP-T ชูเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ-โมเดล BCG และกลไกพันธมิตร PA ดึงเอกชนหนุนสหกรณ์ พร้อมดันมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเป้าหมายใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม

KEY POINTS

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ร่วมมือกับ FAO และ ADB ดำเนินโครงการธุรกิจเกษตรที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (RAP-T) เพื่อส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ (CSA)
  • โครงการเสนอใช้กลไก “พันธมิตรเพื่อการผลิต” (Productive Alliance) เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือ 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ผู้รับซื้อภาคเอกชน และสถาบันเกษตรกร
  • มีข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ประการเพื่อพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer เช่น ผลักดันสหกรณ์เป็นผู้ให้บริการเครื่องจักรกลเกษตร และเสนอ "มะพร้าวน้ำหอม" เป็นพืชเศรษฐกิจเป้าหมายเพิ่มเติมภายใต้โมเดล BCG
  • โครงการมุ่งเน้นบรรเทาผลกระทบในพืชเศรษฐกิจเสี่ยงสูง เช่น ทุเรียน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกาแฟ รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ (CSA) เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวรับมือกับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

กษ. จับมือ FAO-ADB ขับเคลื่อน RAP-T ดันเกษตรอัจฉริยะ (CSA)

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ว่า  ได้หารือและสรุปผลกิจกรรมเริ่มต้นโครงการ (Inception Mission) ภายใต้โครงการธุรกิจเกษตรที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย (RAP-T) โดยโครงการนี้ได้สนับสนุนทางวิชาการและการลงทุน (Technical Assistance) ต่อเนื่องจากแผนการลงทุนด้านการเกษตรที่เท่าทันภูมิอากาศ (CSAIP) มุ่งบรรเทาผลกระทบจากสภาพอากาศในพืชเสี่ยงสูง อาทิ ทุเรียน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กาแฟ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง 

  • ชูกลไก “Productive Alliance” เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า 3 ฝ่าย

ผลการหารือพบว่า ปัญหาหลักของภาคเกษตรไทยคือการขาดการเชื่อมโยงในห่วงโซ่คุณค่า โครงการจึงเสนอใช้กลไก “พันธมิตรเพื่อการผลิต” (Productive Alliance: PA) โดยประสานความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ ผู้รับซื้อภาคเอกชน และสถาบันเกษตรกร เพื่อวางแผนธุรกิจและร่วมลงทุน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลตามดัชนีสภาพอากาศ และระบบข้อมูลภูมิอากาศเพื่อการเกษตร 

กษ. จับมือ FAO-ADB ขับเคลื่อน RAP-T ดันเกษตรอัจฉริยะ (CSA)

  • 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ดัน Smart Farmer และมะพร้าวน้ำหอมสู่ BCG

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ 4 ประการ เพื่อพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer ที่ปรับตัวและใช้เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง ดังนี้

1.ดันสหกรณ์และเอกชนเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร (Service Providers) เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่ถือครองเฉลี่ยไม่มาก ไม่คุ้มค่าที่จะซื้อเครื่องจักรราคาสูง ภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้สหกรณ์หรือเอกชนลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีแม่นยำ เช่น รถเตรียมดิน รถเก็บเกี่ยว โดรนเกษตร เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม

2.สร้างแรงจูงใจด้วยราคารับซื้อผลผลิตที่เพิ่มมูลค่า เสนอให้ผู้รับซื้อและสหกรณ์ตั้งราคารับซื้อที่สูงขึ้นสำหรับผลผลิตที่ผ่านมาตรฐานการเกษตรที่เท่าทันภูมิอากาศ (CSA) หรือกลุ่มสินค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

3.เชื่อมโยงข้อมูลน้ำผ่านระบบ Agri-Map บูรณาการข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการคาดการณ์ภัยพิบัติจากกรมชลประทานเข้ากับแอปพลิเคชัน Agri-Map เพื่อส่งข้อมูลแจ้งเตือนล่วงหน้าให้เกษตรกรใช้วางแผนเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ

และ 4. เสนอ “มะพร้าวน้ำหอม” เป็นพืชเศรษฐกิจเป้าหมายเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นพืชอัตลักษณ์ไทยที่มีความต้องการในตลาดโลกสูง นำไปแปรรูปเพื่อลดต้นทุนการขนส่งผลสดได้ อีกทั้งยังสอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้ BCG โดยนำเศษวัสดุเหลือทิ้ง เช่น กาบและเปลือกมะพร้าว ไปแปรรูปเป็นถ่านชีวภาพ (Biochar) และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่น ๆ 

  • วางกรอบเวลาลงพื้นที่เชิงลึก เตรียมสรุปแผนลงทุนต้นปี 2570

สำหรับกรอบการดำเนินงาน โครงการกำหนดลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกในกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในเดือนพฤศจิกายน 2569 พร้อมจัดทำร่างรายงานการศึกษาห่วงโซ่คุณค่า พอร์ตการลงทุน และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ในเดือนธันวาคม 2569 ก่อนจัดประชุมรับรองผลการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วนช่วงต้นปี 2570 เพื่อสรุปแผนการลงทุนโครงการ RAP-T และเตรียมรับการสนับสนุนงบประมาณในการขับเคลื่อนสู่พื้นที่นำร่องต่อไป

การหารือครั้งนี้มี นายโรเบิร์ต ซิมป์สัน รองผู้แทนระดับภูมิภาค FAO ประจำเอเชียและแปซิฟิก และ นายชินโกะ คิมูระ ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยโครงการ RAP-T นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยให้พร้อมรับมือกับวิกฤตโลกร้อนอย่างตรงจุด การนำกลไก Productive Alliance มาประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสหกรณ์ ควบคู่ไปกับการดันพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงตามแนวทาง BCG จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกรรายย่อย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน