วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บีโอไอ' ชวนญี่ปุ่นยกระดับ 6 อุตฯเป้าหมาย อัปเกรดฐานผลิตในไทยมุ่ง 'คุณภาพสูง'

“บีโอไอ” ชี้ญี่ปุ่นเป็น “มหามิตร” นักลงทุนอันดับ 1 ของไทย ชูยุทธศาสตร์ Quality Investment Led Growth ชวนขยายการลงทุน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มุ่งสู่ความยั่งยืน

KEY POINTS

  • บีโอไอร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานฟอรัมการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น เพื่อเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นยกระดับฐานการผลิตในไทยสู่การลงทุนเชิงคุณภาพ
  • นำเสนอยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ BCG และอุตสาหกรรมสีเขียว, ยานยนต์และ EV, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, AI และดิจิทัล, ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
  • เชิญชวนบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยกว่า 6,000 แห่ง ให้พิจารณาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาค (RHQ) และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เพิ่มเติมในประเทศไทย

วันนี้ (7 ต.ค.) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคาร SMBC จัดงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Investment Gateway for Sustainable Growth” ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยมีนักลงทุนเข้าร่วมงานกว่า 700 ราย จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และการเงิน

ทั้งนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและแสดงวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในหัวข้อ “Thailand and Japan: Building the Next Chapter of Investment Partnership”

นายนฤตม์ กล่าวต่อว่าที่ผ่านมานักลงทุนญี่ปุ่นคือ ทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ซึ่งยืนหยัดเคียงข้างและมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทยมาโดยตลอดทุกยุคสมัย โดยความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 3 คลื่นสำคัญ ได้แก่

'บีโอไอ' ชวนญี่ปุ่นยกระดับ 6 อุตฯเป้าหมาย อัปเกรดฐานผลิตในไทยมุ่ง 'คุณภาพสูง'

คลื่นลูกที่ 1 (ยุคเริ่มต้นเมื่อ 60 ปีก่อน) โดยถือเป็นช่วงก่อตั้งบีโอไอที่เพิ่งมีการก่อตั้งมาประมาณ 60 ปี เช่นกัน ซึ่งมีกลุ่มบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเข้ามาวางรากฐานอุตสาหกรรมในไทย อาทิ โตโยต้า, นิสสัน, อายิโนะโมะโต๊ะ และเทยิน เป็นต้น

คลื่นลูกที่ 2 (ยุค 1990s)  โดยการขยายการลงทุนเข้ามาในไทยช่วงนั้นสืบเนื่องมาจากข้อตกลง พลาซ่า แอคคอร์ด (Plaza Accord) ควบคู่กับการพัฒนาโครงการพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) ส่งผลให้เกิดการทะลักเข้ามาของทุนญี่ปุ่น ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังทั่วโลกแม้ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมุ่งมั่นและไม่ทอดทิ้งประเทศไทย

และคลื่นลูกที่ 3 (ยุคปัจจุบัน) นับเป็นการมุ่งสู่อุตสาหกรรมใหม่ (New Industries) ควบคู่กับความยั่งยืน (Sustainability) โดยเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น (Technology-intensive) แทนอุตสาหกรรมแบบเดิมที่พึ่งพาทรัพยากรและแรงงาน

  • เปิดสถิติลงทุน 5 ปี ยื่นขอส่งเสริมกว่า 4 แสนล้าน   

เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทุกประเทศเติบโตทำสถิติใหม่สูงถึงกว่า 1,300 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท (ประมาณ 7 ล้านล้านเยน) สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะมีมูลค่าการลงทุนรายปีอยู่ในอันดับ 4 แต่หากมองในมิติ มูลค่าการลงทุนสะสม (Cumulative Investment) ญี่ปุ่นยังคงครองอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างมั่นคง

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการจากญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนเกือบ 400,000 ล้านบาท โดย 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์และชิ้นส่วน, และเคมีภัณฑ์/ปิโตรเคมี

  • เดินหน้ายุทธศาสตร์ Quality Investment Led Growth

ทั้งนี้บีโอไอได้รับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ใน 6 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่

1.อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว (BCG & Green Industry) ครอบคลุมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming), อาหารแห่งอนาคต (Food for the Future), การแพทย์และสุขภาพ (Health & Wellness), พลังงานสะอาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

2.อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive & EV Ecosystem) รัฐบาลไทยยึดแนวทาง Multi-pathway เช่นเดียวกับญี่ปุ่น โดยส่งเสริมรถยนต์ทุกระบบ ทั้ง BEV, Hybrid (HEV), Plug-in Hybrid (PHEV) และ Fuel Cell (FCV) เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่สมบูรณ์ โดยล่าสุด 4 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอนด้า, มิตซูบิชิ มอเตอร์ส, มาสด้า และ อีซูซุ ได้ประกาศแผนการลงทุนเพิ่มเติมในไทยรวมกันมากกว่า 50,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

3.เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง มีการขยายการลงทุนจากบริษัทชั้นนำ อาทิ Sony Semiconductor, Toshiba, Rohm Integrated, Murata และ Panasonic เพื่อตอบสนองความต้องการชิปและอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

4.AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยส่งเสริมการลงทุน Data Center และ Cloud Service ซึ่งมีบริษัทชั้นนำอย่าง NTT เข้ามาลงทุน พร้อมชูจุดแข็งที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของ AI Supply Chain เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (Optical Transceiver), ระบบ Networking, ระบบ Cooling, Hard Disk Drive และ AI Server

5.ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และฮิวแมนนอยด์ (Automation, Robotics & Humanoids) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาคการผลิตและรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

และ 6.ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC / Regional HQ) ปัจจุบันมีโครงการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคที่ได้รับอนุมัติจากบีโอไอแล้วเกือบ 500 โครงการ ซึ่งร้อยละ 40 เป็นบริษัทจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ บีโอไอขอเชิญชวนบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยกว่า 6,000 บริษัท ให้พิจารณาจัดตั้ง Regional Headquarter (RHQ) และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เพิ่มเติมในประเทศไทย

"ไทยพร้อมร่วมมือกับนักลงทุนญี่ปุ่นในการต่อยอดโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเฉพาะการแปรรูปวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ตลอดจนการลงทุนในเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การนำแบตเตอรี่ใช้แล้วมารีไซเคิล/ทำ Second Life และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป"