วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

GC รับมือพลังงานโลกผันผวน! 'น้ำมัน-ก๊าซ' จำเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน

GC เตรียมแผนรับมือพลังงานโลกผันผวน ชูเวที "Gastech 2026" เชื่อมความร่วมมือ มุ่งสู่ Net Zero และธุรกิจเคมีภัณฑ์แห่งอนาคต

KEY POINTS

  • นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ CEO ของ GC ระบุว่าสถานการณ์พลังงานโลกยังคงมีความผันผวนและราคาทรงตัวในระดับสูง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 6-12 เดือนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยมีปัจจัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • แม้เทรนด์พลังงานสะอาดจะขยายตัว แต่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการท่ามกลางความไม่แน่นอน คือการสร้างความยืดหยุ่น และความสามารถในการกระจายแหล่งพลังงานและวัตถุดิบให้หลากหลาย
  • โรงงานของ GC ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับและสลับใช้วัตถุดิบได้หลายรูปแบบ ทั้งก๊าซและของเหลว รวมถึงจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศ
  • การที่ไทยเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือและกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ภาคพลังงานโลก

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวถึงเทรนด์พลังงานโลกและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า สถานการณ์ราคามีความผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนอย่างมาก โดยขึ้นอยู่กับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในระดับภูมิภาค ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน มาสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงทิศทางและเทรนด์พลังงานโลกว่า ในระยะสั้นสถานการณ์พลังงานยังคงมีความผันผวนสูงและทรงตัวอยู่ในระดับราคาที่สูง จนกว่าสถานการณ์ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายลง ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะราว 6-12 เดือน

“น้ำมัน-ก๊าซ” ยังจำเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน

แม้เทรนด์การใช้พลังงานสะอาดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความต้องการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติต่าง ๆ ยังคงมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ GC ได้เตรียมความพร้อมและดำเนินโครงการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) มาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) นั้น GC กำลังทำงานร่วมกับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS / CCUS) เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

Gastech เวทีสร้างความร่วมมือพลังงานโลก

สำหรับการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 นั้น ถือเป็นเวทีสำคัญระดับสากลที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในวงการพลังงานทั่วโลกได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนทัศนะกัน

ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนในปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจแบบโดดเดี่ยว (Standalone) ทำได้ยากยิ่งขึ้น งาน Gastech 2026 จึงเป็นเวทีในการสร้างความร่วมมือทาง Strategic Cooperation และการกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยสร้างทางเลือกที่มั่นคงให้แก่ภาคพลังงานโลก

สำหรับการวางแผนรับมือความไม่แน่นอนนี้ ด้วยราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นและลงตลอดเวลา การวางแผนธุรกิจล่วงหน้าจึงไม่ได้มองในกรณีราคาน้ำมันขาลงเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้และบริหารจัดการเพื่อให้อยู่กับความผันผวนนี้ให้ได้

อย่างไรก็ตาม ในการบริหารความเสี่ยงของซัพพลายเชนและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานของ GC จะต้องอาศัยปัจจัยหลักสำคัญ อาทิ

1. การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ (Diversification) GC มีกลยุทธ์กระจายการซื้อวัตถุดิบจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เช่น สหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว

2. ความยืดหยุ่นของโรงงาน (Plant Flexibility) โดยออกแบบโรงงานให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับและสลับใช้วัตถุดิบได้หลายรูปแบบ ทั้งก๊าซและของเหลว (Liquid) รวมถึงวัตถุดิบจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

3. การบริหารจัดการต้นทุน ณ เวลาจริง (Optimization) ประเมินและเลือกสั่งซื้อประเภทวัตถุดิบที่ให้ต้นทุนคุ้มค่าที่สุดตามราคาในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ที่ผ่านมาการผลิตและวัตถุดิบไม่เคยสะดุดและสามารถเดินเครื่องในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การประสานงานข้ามภูมิภาค (Cross-Regional Collaboration) หากเกิดข้อจำกัดด้านซัพพลายหรือต้นทุนพลังงานในจุดใด GC สามารถใช้ศูนย์การผลิตและวัตถุดิบจากภูมิภาคอื่น เช่น จีน ยุโรป หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งเข้ามาสนับสนุนชั่วคราวเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและการทำตลาด

นอกจากนี้ GC ได้ศึกษาและลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดให้มีความยืดหยุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือการติดขัดของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคตะวันออกกลาง GC สามารถปรับเปลี่ยนการรับวัตถุดิบไปยังแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกได้ทันที โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องในการเดินเครื่องโรงงาน

“หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และต้นทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน คือการสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) และความสามารถในการกระจายแหล่งพลังงานรวมถึงแหล่งวัตถุดิบให้หลากหลาย”

allnex ต่อยอด Specialty Chemical ดันกำไรโตยั่งยืน

นอกเหนือจากทิศทางพลังงาน GC ยังเดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรจากธุรกิจปิโตรเคมีเดิมที่เติบโตมากว่า 30 ปี ไปสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemical) และธุรกิจที่มีความยั่งยืน โดยผสานความเชี่ยวชาญด้าน Operational Excellence และการบริหารโรงงานขนาดใหญ่ของ GC ร่วมกับองค์ความรู้ของ allnex

ปัจจุบัน allnex มีฐานการผลิตมากกว่า 30 แห่งในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดเอเชียเป็นฐานการเติบโตสำคัญ ทั้งการลงทุนในศูนย์ China Hub และ India Hub ตลอดจนการใช้มาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นฐานหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ GC ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรเบื้องต้น (EBITDA) จากธุรกิจ Specialty Chemical จากระดับ 15-20% ในปัจจุบัน ขึ้นไปสู่ระดับ 30% ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งขยายโซลูชันนวัตกรรมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์, EV และ Data Center เป็นต้น

รุก ‘Data Center-อิเล็กทรอนิกส์’ ดันกำไรพุ่ง 7-8 เท่า

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกทำให้ allnex มุ่งปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Portfolio Optimization) ไปยังกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะสารเคมีกลุ่ม Radiation Curing (RAD) และ Phenolic Resin สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และ Data Center

ทั้งนี้ ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ให้กำไรต่อหน่วย อยู่ในระดับบนสุดของพอร์ต เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป เช่น สีทารั้ว ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไฮเทคเหล่านี้สามารถทำกำไรต่อหน่วยได้สูงกว่าอย่างน้อย 7-8 เท่า การที่ allnex เป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation Player) มีบริการทางเทคนิคร่วมกับลูกค้าอย่างแข็งแกร่ง ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาสินค้าในระดับพรีเมียมและสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้

จีน “Super High Speed” สู้การแข่งขันเดือด

ในตลาดประเทศจีน แม้จะเป็นพื้นที่สร้างโอกาสมหาศาล แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและมีผู้เล่นใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี allnex จึงได้ปรับรูปแบบการบริหารจัดการด้วยการแยกการบริหารตลาดจีนออกเป็นเขตพิเศษอย่างชัดเจน โดยมี Managing Director ดูแลเป็นการเฉพาะ แตกต่างจากโครงสร้างการดำเนินงานระดับโลกในภูมิภาคอื่นที่บริหารจัดการเป็นรายทวีป (อเมริกา ยุโรป เอเชีย)

การบริหารในจีนจะขับเคลื่อนด้วยกรอบความคิดแบบ “Super High Speed” หรือ Chinese Speed เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจได้รวดเร็วทันต่อความต้องการของลูกค้าและการแข่งขันในท้องถิ่น โดยอาศัยจุดแข็งด้านชื่อเสียง แบรนด์ระดับแนวหน้า ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และการเป็นทางเลือกแรกของลูกค้าในการพัฒนาร่วมกัน เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ทั้งในตลาดจีนและระดับโลกอย่างยั่งยืน

Economy of Scale ผสาน China Hub คุมต้นทุน

นอกจากด้านนวัตกรรมและการบริหารแล้ว การควบคุมต้นทุนยังเป็นอีกหัวใจสำคัญ โดย allnex ได้รับประโยชน์จากขนาดธุรกิจ (Economy of Scale) ทั้งจากโรงงานผลิตขนาดใหญ่และการยกระดับศูนย์กลางการจัดซื้อในจีน (China Hub) ซึ่งไม่เพียงทำหน้าที่จัดหาวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงานในจีนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบระดับโลกในปริมาณมหาศาลเพื่อส่งออกไปยังเครือข่ายในภูมิภาคอื่น

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ allnex สามารถต่อรองราคาวัตถุดิบต้นน้ำจนได้ราคาที่ดีที่สุด (Global Floor Price) มีต้นทุนในการแข่งขันที่ได้เปรียบกว่าคู่แข่งท้องถิ่นและคู่แข่งทั่วโลก