"แสงชัย" คาดอุทกภัยกระทบ SME 1.66 ล้านราย หรือ 51% ของทั้งประเทศ ครอบคลุมการจ้างงาน 8.74 ล้านคน ชี้ 1.33 ล้านรายเสี่ยงต้องหยุดกิจการชั่วคราว จี้รัฐเร่งพักหนี้-เติมสภาพคล่อง-ลดขั้นตอนเข้าถึงเงินช่วยเหลือ หวั่นหนี้เดิมทบหนี้ใหม่ ฉุดเอสเอ็มอีกลุ่มเสี่ยง 71% ทรุดหนัก
KEY POINTS
- สถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอี 1,664,309 ราย หรือ 51% ของทั้งประเทศ และกระทบการจ้างงาน 8.74 ล้านคน หรือ 64% ของภาคเอกชน
- หวั่นเอสเอ็มอีรายย่อย 1.33 ล้านราย หรือ 80% ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาจต้องหยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงานกว่า 3.34 ล้านคน
- ผู้ประกอบการจำนวนมากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ "หนี้เดิมทบหนี้ใหม่" เนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและเผชิญต้นทุนสูง
- เสนอมาตรการเร่งด่วนให้ภาครัฐ "พักหนี้" ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแบบยกงวด โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยเพิ่ม เพื่อเสริมสภาพคล่อง
- เสนอให้ "เติมทุน" หมุนเวียนผ่านโครงการ “SME Credit Wallet” ในรูปแบบสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าจ้าง
- ข้อเสนออื่นๆ เพื่อฟื้นฟู SMEs รวมถึงรัฐช่วยค่าเช่าคนละครึ่ง 3 เดือน, จัดศูนย์ “ซ่อมฟรี” อุปกรณ์ประกอบอาชีพ, และใช้ E-commerce ช่วยฟื้นฟูรายได้
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วม ปี 2569 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการSME ในกรุงเทพมหานครและ 29 จังหวัด ซึ่งจำเป็นต้องเร่งบริหารจัดการเพื่อลดและแบ่งเบาความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม มีเอสเอ็มอีรวม 1,664,309 ราย จากเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 3,283,653 ราย หรือคิดเป็น 51% ขณะที่มีการจ้างงานรวม 8,744,129 คน จากการจ้างงานภาคเอกชนทั้งประเทศ 13,601,129 คน หรือ 64% สะท้อนว่าอุทกภัยครั้งนี้มีความเสี่ยงกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง
พื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบครบทั้ง 50 เขต มีเอสเอ็มอี 544,821 ราย จ้างงาน 3.59 ล้านคน รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันตก 12 จังหวัด มีเอสเอ็มอี 512,238 ราย จ้างงาน 2.66 ล้านคน ภาคตะวันออก 8 จังหวัด มีเอสเอ็มอี 270,497 ราย จ้างงาน 1.52 ล้านคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด 210,484 ราย จ้างงาน 581,137 คน และภาคเหนือ 5 จังหวัด 126,269 ราย จ้างงาน 383,089 คน
หวั่น 1.33 ล้านรายหยุดกิจการ
นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ เบื้องต้นประเมินว่าจะมีเอสเอ็มอีรายย่อยที่ได้รับผลกระทบและต้องหยุดกิจการชั่วคราวถึง 1,330,567 ราย หรือ 80% ของเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็นภาคบริการ 588,408 ราย ภาคการค้า 559,097 ราย ภาคการผลิต 168,077 ราย และภาคธุรกิจการเกษตร 14,985 ราย โดยกลุ่มดังกล่าวมีการจ้างงานรวม 3,347,491 คน
ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงการสูญเสียรายได้และยอดขายที่เป็นศูนย์ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งฟื้นฟูกิจการ ทั้งการซ่อมแซมสถานประกอบการ จัดหาเครื่องจักร เครื่องมือ วัตถุดิบ และสต๊อกสินค้า รวมถึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาประกอบธุรกิจ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจSME มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 GDP SME มีมูลค่า 6.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 GDP ประเทศมีมูลค่า 4.79 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 1.9% ส่วน GDP SME อยู่ที่ 1.62 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 0.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.9%
ห่วง “หนี้เดิมทบหนี้ใหม่”
นายแสงชัย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรและเอสเอ็มอีจำนวนมากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและเผชิญต้นทุนสูง จึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “หนี้เดิมทบหนี้ใหม่” ขณะที่แหล่งทุนในระบบยังเข้าถึงได้ยาก และมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ยังมีช่องว่าง ทั้งเรื่องขั้นตอนการประเมิน การพิจารณา และการเข้าถึงเงินช่วยเหลือ
โดยข้อมูลสถานการณ์เอสเอ็มอีพบว่า กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่อง อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ และเป็น NPL มีสัดส่วน 12% ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังพอประคองธุรกิจได้ 38% และกลุ่มที่มีรายได้เพียงพอชำระหนี้แต่ไม่เพียงพอต่อการลงทุนอีก 33% รวมกันถึง 71% ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะมีขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจลดลง หากสถานการณ์อุทกภัยยืดเยื้อ
“หากไม่มีเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอ ห่วงโซ่เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบลุกลามไปถึงลูกจ้าง ทั้งการลดแรงงาน ลดชั่วโมงทำงาน หรือเลิกจ้าง ขณะที่บางรายอาจต้องปิดกิจการหรือเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น” นายแสงชัย กล่าว
จี้รัฐ 8 มาตรการฟื้น SMEs
สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ภาครัฐควรดำเนินการ นายแสงชัยเสนอให้ พักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแบบยกงวด โดยนำไปต่อท้ายสัญญาโดยไม่มีค่าธรรมเนียมและไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่ม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการนำเงินไปซื้อวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น
ขณะเดียวกันควรเร่งมาตรการ Credit Term ช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอี โดยลดระยะเวลาจาก 45 วันเหลือ 30 วัน หรือน้อยกว่านั้น และสำหรับกลุ่มเกษตรกรควรอยู่ที่ 15 วันหรือน้อยกว่า โดยให้ครอบคลุมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ เสนอให้ใช้ E-commerce เป็นเครื่องมือช่วยผู้ประสบอุทกภัยฟื้นตลาดและรายได้ โดยลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มของรัฐและเอกชน รวมถึงให้ห้างสรรพสินค้าและ Modern Trade เข้ามาช่วยส่งเสริมการขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมกันนี้ควรต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 3 เดือน และมุ่งเป้าไปยังประชาชน เกษตรกร และเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
ชง “SME Credit Wallet” เติมทุนหมุนเวียน
นายแสงชัยเสนอให้จัดทำ “SME Credit Wallet” สำหรับใช้ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าจ้าง และค่าสาธารณูปโภค โดยอาจออกแบบเป็นสินเชื่อซัพพลายเชนหมุนเวียนระยะ 45-60 วัน ในรูปแบบปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนเอสเอ็มอีนิติบุคคลควรมีมาตรการ Supply Chain Factoring หรือ PO เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการจัดซื้อวัตถุดิบ
นอกจากนี้ เสนอให้รัฐช่วยค่าเช่าสถานประกอบการแบบคนละครึ่งเป็นเวลา 3 เดือน สำหรับเอสเอ็มอีที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงจัดมาตรการ “ซ่อมฟรี” โดยให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อลดภาระการซื้อใหม่
อีกด้านควรจัดระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาธุรกิจ รวมถึงระบบวินิจฉัยธุรกิจ เพื่อเร่งฟื้นฟูและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและเอสเอ็มอี โดยเพิ่มการเข้าถึงมาตรการของ สสว. เช่น BDS, SME-GP + Made in Thailand, SME Coach และ SME Academy365
เสนอทบทวนระบบบัญชาการภัยพิบัติ
นายแสงชัย กล่าวว่า ในระยะยาวรัฐบาลควรทบทวนและออกแบบระบบบริหารจัดการภัยพิบัติใหม่ ทั้งศูนย์บัญชาการภัยพิบัติ ระบบฐานข้อมูลประเมินความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน เพื่อให้การเผชิญเหตุและการฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและบูรณาการ
ส่วนกองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงของประเทศ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน โดยเน้นการช่วยเหลือที่รวดเร็วและบรรเทาภาระภาครัฐ ไม่ใช่การผลักภาระทั้งหมดไปยังอุตสาหกรรมประกันภัย
ขณะเดียวกันควรบูรณาการภาคธุรกิจประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดทำระบบประเมินความเสี่ยงและเปรียบเทียบความคุ้มค่า รวมถึงประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้โอกาสและความช่วยเหลือที่เพียงพอและเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สิ้นเนื้อประดาตัวจากภัยพิบัติ ต้องทำให้สามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ ขณะเดียวกันประเทศต้องมีแผนยุทธศาสตร์น้ำและแผนเผชิญเหตุที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ภัยพิบัติครั้งต่อไปสร้างความเสียหายซ้ำเติมเศรษฐกิจ” นายแสงชัย กล่าว





