วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศุภจี' นั่งหัวโต๊ะบอร์ดส่งเสริม SME ไฟเขียวงบฯ 2570 กว่า 786 ล้าน

"ศุภจี" นั่งหัวโต๊ะบอร์ดส่งเสริม SME เห็นชอบงบประมาณปี 2570 กว่า 786 ล้านบาท มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพผู้ประกอบการรับมือเทคโนโลยีและนวัตกรรมรอบด้าน พร้อมเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5.8 พันล้านบาท

KEY POINTS

  • บอร์ดส่งเสริม SME ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นประธาน ได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2570 วงเงินรวม 786.04 ล้านบาท
  • งบประมาณดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศจำนวนไม่น้อยกว่า 41,480 ราย
  • การจัดสรรงบมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การส่งเสริมการเข้าถึงตลาดสากล และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว
  • สสว. คาดว่าเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ไม่ต่ำกว่า 5,856 ล้านบาท

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาและอนุมัติงบประมาณในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล สสว. เข้าร่วมในการประชุม เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงในระดับสากล

ดร.ปณิตา เปิดเผยรายละเอียดว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการสำหรับการจัดสรรเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงเงินกองทุนฯ สมทบเพิ่มเติม รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 786.04 ล้านบาท

เพื่อนำไปใช้ในการยกระดับศักยภาพ และอุดหนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ จำนวนไม่น้อยกว่า 41,480 ราย โดยการจัดสรรงบประมาณมุ่งเน้นการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การส่งเสริมการเข้าถึงช่องทางตลาดสากล และการเตรียมความพร้อมปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทั้งนี้ สสว. คาดการณ์ว่า เม็ดเงินงบประมาณ 786 ล้านบาทที่นำไปขับเคลื่อนในปี 2570 นี้

จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อเนื่องรวมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5,856 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.4 เท่าของงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

พร้อมกันนี้ ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME จากสถานการณ์อุทกภัย สสว. ได้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก (Priority) ผ่านโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน และโครงการที่จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ส่วนราชการเพื่อเร่งเข้าช่วยเหลือในพื้นที่

ขณะเดียวกันสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ของ สสว. จะมีการดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เพื่อผ่อนคลายภาระสภาพคล่อง นอกเหนือจากนี้ยังได้เตรียมกลไกฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดผ่าน "โครงการ MSME Regional Activate Network" เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคงโดยเร็ว  

นอกจากประเด็นงบประมาณขับเคลื่อนปี 2570 และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว บอร์ดส่งเสริม SME ยังได้เห็นชอบการเสนอมาตรการทางกฎหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) โดยเร่งลดความซับซ้อนและจัดทำมาตรฐานการแปลงรถยนต์สันดาปเป็นรถไฟฟ้า (EV Conversion) การสร้างความเป็นธรรมให้ดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันกฎหมายสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) เพื่อให้อู่อิสระเข้าถึงข้อมูลเทคนิคและอะไหล่ได้อย่างเท่าเทียม

ดร.ปณิตา กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านระบบให้บริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ หรือ BDS ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักของ สสว. นั้น ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน ว่าสามารถให้การอุดหนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 5,972 ราย รวมเป็นวงเงินอุดหนุนทั้งสิ้น 392 ล้านบาท

ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวสามารถผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมรวมแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท และสำหรับในช่วงปี 2569 ถึง 2570 นี้ สสว. ยังคงมีงบประมาณคงเหลือในส่วนนี้อีกประมาณ 150 ล้านบาท ซึ่งคาดหมายว่าจะสามารถนำไปใช้ให้ความช่วยเหลือและอุดหนุนผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการยกระดับธุรกิจได้เพิ่มเติมอีกประมาณ 1,900 ราย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถที่พร้อมเผชิญกับความท้าทายและก้าวออกไปแข่งขันในเวทีการค้าระดับโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป