วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อนุทิน' ลงนาม มท.ขอใช้เงินกู้ฯ 7.5 หมื่นล้าน ขยายกลุ่มอุดหนุนติดโซลาร์ฯ บนดิน-ลอยน้ำ

"อนุทิน" ลงนามเสนอขอใช้เงินกู้ 7.5 หมื่นล้านบาท ขับเคลื่อน "โซลาร์ประชาชน" อุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ครอบคลุม 1.5 ล้านหลัง ขยายรูปแบบติดตั้งบนดิน-ลอยน้ำ พร้อมรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบสูงสุด 5 กิโลวัตต์ หน่วยละ 2.2 บาท อายุสัญญา 20 ปี

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการ “โซลาร์ประชาชน” ว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในข้อเสนอโครงการ และแผนการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นวงเงินทั้งสิ้น 75,000 ล้านบาท หรือ 50,000 ล้านบาทในเฟสแรก และ 25,000 ล้านบาทในเฟสที่ 2 

โดยกระทรวงมหาดไทยได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ หรือ อนุกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งมีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อพิจารณาต่อไป 

สำหรับแผนโครงการที่ปรับปรุงใหม่ มีการปรับแก้รายละเอียดสำคัญจากร่างเดิมที่เคยเสนอให้อุดหนุนเฉพาะการติดตั้งบนหลังคา (On-Roof) ให้เปิดกว้างครอบคลุมการติดตั้งบนพื้นดิน (On-Ground) และแบบลอยน้ำ (Floating) เพิ่มเติม

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนและเกษตรกรในต่างจังหวัด ซึ่งบางครัวเรือนอาจมีข้อจำกัดเรื่องขนาดหรือความแข็งแรงของหลังคา ทำให้ไม่สามารถติดตั้งแผงโซลาร์ขนาด 5–10 กิโลวัตต์ได้ แต่มีพื้นที่ว่างรอบบ้านหรือมีบ่อน้ำที่รับแสงได้ดี 

ดังนั้น การเปิดให้ติดตั้งแบบบนดินและแบบลอยน้ำ จะช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มที่มีมิเตอร์ไฟฟ้า สามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสภาพหลังคา

“ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะติด Solar Roof ได้ เพราะขนาดหลังคาบางบ้านก็อาจติดถึง 5 กิโลวัตต์ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าในบ้านเขามีพื้นที่โปร่งรับแดด ก็สามารถติด On-Ground ได้ หรือมีบ่อที่ใหญ่จะไปวางเป็น Floating ก็ทำได้ เราไม่ได้บังคับ ขอให้มีมิเตอร์ไฟฟ้าแค่นั้นพอครับ”

โดยโครงการคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 1 พ.ย. 2569 ซึ่งยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ

ซื้อคืนสูงสุด 5 กิโลวัตต์ 2.2 บาทต่อหน่วย อายุสัญญา 20 ปี

ในการนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนในเฟสแรกจำนวน 1 ล้านครัวเรือน และจะขยายเพิ่มอีก 500,000 ครัวเรือน รวมเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน โดยให้เงินสนับสนุนในอัตรา 50,000 บาทต่อราย ใช้วงเงินทั้งสิ้น 75,000 ล้านบาท หรือ 50,000 ล้านบาทในเฟสแรก และเพิ่มเติมอีก 25,000 ล้านบาทในเฟสที่ 2 

โดยประชาชนสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 10 กิโลวัตต์ อย่างก็ตามภาครัฐได้กำหนดเพดานรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบที่สูงสุด 5 กิโลวัตต์ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) เป็นระยะเวลาสัญญายาวนาน 20 ปี ในรูปแบบ Net Billing ในส่วนของการเปลี่ยนมิเตอร์เป็น Smart Meter การไฟฟ้าฯ จะดำเนินการให้ฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ข้อแนะนำ สำหรับครัวเรือนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3,000–4,000 บาทต่อเดือน จะเห็นผลประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทันที ส่วนผู้ที่ใช้ไฟน้อยกว่านี้ถ้าต้องการเข้าร่วมเพื่อสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าคืน ก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการสนับสนุนจาก 3 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการติดตั้งโซลาร์ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี 

โดยระบบจะหักรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนการไฟฟ้า ไปชำระค่างวดสินเชื่อติดตั้งโซลาร์โดยตรง และหากมีเงินส่วนต่างเหลือ ผู้เข้าร่วมโครงการยังสามารถนำไปตัดชำระหนี้สินเดิมที่มีกับธนาคารได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดให้ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล มีวิศวกรประจำ และมีฐานะการเงินที่มั่นคง พร้อมทั้งต้องขึ้นทะเบียนรายชื่อ (Vendor List) ไว้กับการไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการหลอกลวง