"อนุทิน" ประกาศ "Zero Corruption" วาระแห่งชาติ ชูยุทธศาสตร์ 3 ปิด "ปิดโอกาสโกง-เปิดตรวจสอบ-ปิดทางช่วย" เร่งสปีด OECD ดึงเชื่อมั่นลงทุน 1.37 ล้านล้าน
KEY POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็น "ภารกิจแห่งชาติแรก" ของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหลักธรรมาภิบาล
- ชูนโยบายปราบโกงผ่านยุทธศาสตร์ "3 ปิด" คือ 1. ปิดโอกาสโกง 2. เปิดโอกาสให้ตรวจสอบเต็มที่ และ 3. ปิดหนทางช่วยคนโกงพ้นผิด โดยบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
- การสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายปราบโกงและการเร่งรัดเข้าเป็นสมาชิก OECD สามารถดึงดูดความสนใจในการลงทุนจากต่างประเทศได้สูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน" จัดโดยคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” ว่า การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็น "ภารกิจแห่งชาติแรก" ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยปัญหาคอร์รัปชันทำลายทุนความเชื่อมั่น เครดิตนิติรัฐ และหลักธรรมาภิบาลของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เงินซื้อไม่ได้
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงกรอบการทำงานของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตผ่าน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ 1. ปิดโอกาสโกง 2. เปิดโอกาสให้ตรวจสอบเต็มที่ และ 3. ปิดหนทางช่วยคนโกงพ้นผิด ซึ่งหลักการนี้บังคับใช้กับทุกคน ทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ที่ต้องพร้อมเปิดเผยผลประโยชน์และถอนตัวเมื่อเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
นอกจากนี้ ในการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริต รัฐบาลได้มอบหลักการปฏิบัติว่าให้ "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" โดยเน้นที่พยานหลักฐานและสำนวนการสอบสวนเป็นหลัก ไม่สนใจยศฐาบรรดาศักดิ์ นามสกุล หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว พร้อมกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า หากพบผู้กระทำผิดที่เป็นเพื่อนสนิทหรือญาติมิตร ก็จะไม่ช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น
กรณีศึกษาฟันเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น 2,400 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรีได้หยิบยกกรณีศึกษาการทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการทุจริตในภาคเอกชนและภาครัฐขนาดใหญ่ที่สุด โดยพบว่ามีผู้เข้าสอบกว่า 300,000 คน เพื่อรับตำแหน่งประมาณ 80,000 อัตรา มีการเรียกรับเงินเฉลี่ยหัวละ 300,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,400 ล้านบาท
กระบวนการทุจริตดังกล่าวมีการแก้กระดาษคำตอบ ปรับคะแนน และเชื่อมโยงเส้นทางการเงินเป็นเครือข่าย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศทางการเมืองตอนเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารงาน ระบบตรวจสอบของราชการได้ทำงานอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยความร่วมมือตาม MOU ที่เคยลงนามร่วมกับ 7 หน่วยงานตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช., ป.ป.ท., ป.ป.ง., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI ขณะนี้เรื่องถูกส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีแล้ว และสำนักงาน ปปง. สามารถติดตามยึดทรัพย์คืนมาได้แล้ว **320 ล้านบาท** โดยยังคงขยายผลสอบสวนอย่างต่อเนื่อง
จัดทัพ ครม. ลุยล้างทุนสีเทา ยึดทรัพย์ 1.5 พันล้านดอลลาร์
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้ปิดโอกาสการทุจริตเชิงโครงสร้างตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการดึงมืออาชีพที่ประชาชนให้ความเชื่อถือเข้ามารับตำแหน่งสำคัญ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวิทัย รัตนากร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายปกรณ์ นิลประพันธ์** รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลงานปราบปรามการทุจริต, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยตัวนายอนุทิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังปราบปรามเครือข่ายกลุ่มทุนสีเทา นอมินี สแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยมีการเพิกถอนสัญชาติและเนรเทศชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายออกจากประเทศ ซึ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถอายัดและยึดทรัพย์สินจากเครือข่ายยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ และการเงินผิดกฎหมายได้รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ พร้อมสั่งการให้ ปปง. เร่งนำทรัพย์สินประเภทหุ้นและหลักทรัพย์ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน โดยมีพล.ตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมขับเคลื่อนงานปราบปรามในวันแรกของการดำรงตำแหน่ง
เร่งสปีดเข้า OECD ใน 2 ปี ปั๊มเงินเข้าประเทศ 1.37 ล้านล้าน
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลได้เร่งรัดกรอบเวลาการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 5 ปี ให้เหลือเพียง 3 ปี ซึ่งขณะนี้ผ่านไปแล้ว 1 ปี เหลือเวลาอีก 2 ปี เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมายของไทยสู่สากล
หลักนิติรัฐและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจากการเดินทางไปเสนอโอกาสการลงทุน (Roadshow) ในต่างประเทศ สามารถสร้างยอดแสดงความจำนงลงทุนในประเทศไทยได้สูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท
"หากทำเรื่องปราบปรามคอร์รัปชันได้สำเร็จ จะยินดียิ่งกว่าการได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ เพราะเป็นการตอบโจทย์ประเทศ และขอให้ภาคธุรกิจเอกชนร่วมมือกันปฏิเสธการจ่ายสินบนทุกรูปแบบ เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน" นายอนุทิน กล่าว





