กรมชลฯ ปรับเกณฑ์ระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาพุ่งแตะ 2,400-2,500 ลบ.ม./วิ แบบขั้นบันได หลังมวลน้ำเหนือเตรียมพีคแตะ 3,700 ลบ.ม./วิ 2 ต.ค. นี้ งัดแผนตัดยอดน้ำผ่านคลองสองฝั่ง เตือน 4 จังหวัดลุ่มต่ำรับมือระดับน้ำขยับสูง 15-30 ซม. ย้ำมุ่งเซฟพื้นที่เศรษฐกิจท้ายน้ำ
KEY POINTS
- เขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำสู่ระดับ 2,400-2,500 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำเหนือที่คาดว่าจะไหลมาถึงหน้าเขื่อนสูงสุด 3,600-3,700 ลบ.ม./วินาที
- กรมชลประทานใช้กลยุทธ์ระบายน้ำแบบขั้นบันได ควบคู่กับการผันน้ำเข้าคลองชลประทานสองฝั่งเพื่อตัดยอดน้ำประมาณ 550-580 ลบ.ม./วินาที
- การเพิ่มการระบายน้ำจะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา สูงขึ้น 15-30 เซนติเมตร
การขยับขีดความสามารถในการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาพุ่งแตะระดับ 2,400-2,500 ลบ.ม./วินาที ไม่ใช่เพียงการปล่อยน้ำตามธรรมชาติ แต่คือ “ยุทธศาสตร์การคุมเกม” เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยงระหว่างมวลน้ำเหนือที่กำลังเดินทางมาถึง กับการปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญด้านท้ายน้ำ
- วิเคราะห์มวลน้ำเหนือ โจทย์ใหญ่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา
รายงานจากกรมชลประทาน แจ้งว่าสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณฝนตกสะสมทางตอนบนส่งผลให้มีมวลน้ำเหนือไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชี้ให้เห็นโครงสร้างมวลน้ำที่จะเดินทางมาถึงหน้าเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ดังนี้
น้ำจากต้นน้ำ (สถานี C.2 นครสวรรค์): คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุด (Peak) ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ปริมาณราว 3,010 ลบ.ม./วินาที (จากระดับ 2,565 - 2,610 ลบ.ม./วินาที ในช่วง 30 ก.ย. - 1 ต.ค.)
น้ำสมทบจากลำน้ำสาขา ปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง (สถานี Ct.19 อุทัยธานี) ที่ไหลสมทบอยู่ราว 550–570 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับลำน้ำสาขาอื่นๆ อีกราว 700–750 ลบ.ม./วินาที
มวลน้ำรวมหน้าเขื่อน ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาคาดว่าจะสะสมสูงถึง 3,600–3,700 ลบ.ม./วินาที
ตัวเลขมวลน้ำรวมระดับนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “เขื่อนเจ้าพระยา” ต้องแบกรับภาระเป็นหัวใจหลักในการกระจายและตัดยอดน้ำเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงในภาพรวม
- ตัดยอดน้ำซ้าย-ขวา ควบคู่ปรับระบายขั้นบันได
เพื่อรับมือกับมวลน้ำเหนือก้อนใหญ่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้อนุมัติกรอบการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ ไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินมาตรการเชิงบริหารจัดการน้ำอย่างมีชั้นเชิง 2 ด้านหลัก
การหน่วงน้ำด้วยระบบชลประทานสองฝั่ง
ก่อนที่มวลน้ำทั้งหมดจะโถมเข้าสู่ท้ายเขื่อน กรมชลประทานได้ใช้คลองและระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ช่วยตัดยอดน้ำและผันน้ำเข้าสู่พื้นที่รับน้ำรวมประมาณ 550–580 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนช่วยชะลอน้ำ เพื่อควบคุมการปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อนให้อยู่ในระดับที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น
การระบายน้ำแบบขั้นบันได
การบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนไม่ได้ใช้วิธีเร่งปล่อยในทันที แต่ใช้เทคนิคปรับเพิ่มอัตราการระบายขึ้นทีละน้อยประมาณ 20 ลบ.ม./วินาทีต่อชั่วโมง เพื่อให้ลำน้ำสายล่างและประชาชนมีเวลาตั้งรับและรับรู้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำ
30 ก.ย. (21.00 น.): เริ่มทยอยปรับเพิ่มจาก 2,200 ลบ.ม./วินาที
1 ต.ค. (02.00 น.): คงอัตราไว้ที่ 2,300 ลบ.ม./วินาที
1 ต.ค. (08.00 น. - 13.00 น.): ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,400 ลบ.ม./วินาที และคงอัตรานี้ไว้อย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์จริง
- ประเมินผลกระทบท้ายเขื่อน 4 จังหวัดลุ่มต่ำต้องเฝ้าระวัง
การปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามาอยู่ที่ระดับ 2,400 - 2,500 ลบ.ม./วินาที จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเห็นระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 15–30 เซนติเมตร
พื้นที่ซึ่งต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือ ได้แก่
จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ อ.เสนา, ผักไห่, บางบาล, พระนครศรีอยุธยา, บางปะอิน และบางไทร (รวมถึงชุมชนริมแม่น้ำน้อย)
จ.อ่างทอง พื้นที่ อ.วิเศษชัยชาญ, ป่าโมก, เมืองอ่างทอง และไชโย
จ.สิงห์บุรี พื้นที่ อ.อินทร์บุรี, พรหมบุรี และเมืองสิงห์บุรี
จ.ชัยนาท พื้นที่ อ.สรรพยา
การบริหารจัดการเขื่อนเจ้าพระยาในระลอกนี้ ถือเป็นแบบทดสอบสำคัญในการใช้กลไกทางชลประทานสู้กับสภาวะน้ำเหนือไหลสมทบ แม้การระบายน้ำในระดับไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที จะสร้างแรงกดดันต่อพื้นที่นอกคันกั้นน้ำใน 4 จังหวัดภาคกลางตอนบนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ภาพรวม การตัดยอดน้ำผ่านคลองสองฝั่งร่วมกับการเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยผ่านคลองลัดโพธิ์ตามจังหวะน้ำทะเลขึ้น-ลง ถือเป็นแนวทางบริหารจัดการที่เน้นความปลอดภัยของโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจหลักเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ หากหลังจากวันที่ 2 ตุลาคม ไม่มีฝนตกหนักลงมาซ้ำเติม การทยอยปรับลดการระบายน้ำลงตามสถานการณ์จริงจะเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัยท้ายเขื่อนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด





