วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ดร.ประสาร” ชี้บอนด์ไทยไม่ซ้ำรอยสหรัฐ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ-ขาดดุลคลังต่ำกว่า

“ดร.ประสาร” ชี้บอนด์ยีลด์ไทยต่ำกว่าสหรัฐ จากแรงกดดันเงินเฟ้อและสัดส่วนการขาดดุลการคลังต่ำกว่า ยันตลาดมีสภาพคล่องสูงและดึงดูดการลงทุน มองจีดีพีไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2% ต้น ๆ มีไทยช่วยไทย พลัสหนุน การปรับขึ้นดอกเบี้ยพิจารณาจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องขึ้นตามต่างชาติ

30 ก.ย. 2569 ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในงาน “Fitch on Thailand 2026: Global Risks and Regional Economic & Bank Outlook” ถึงภาพรวมและทิศทางตลาดพันธบัตรไทย เทียบกับตลาดสหรัฐ

โดยมองว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ “บอนด์ยีลด์สหรัฐ” ซึ่งเป็นพันธบัตรระยะยาว เกิดจากการประเมินความเสี่ยง รวมถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น รวมถึงการขาดดุลการคลังในสัดส่วนที่สูง ขณะที่ไทยมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสัดส่วนการขาดดุลทางการคลังที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ แม้บอนด์ยีลด์ของไทยจะต่ำกว่าต่างประเทศ แต่ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีการซื้อและขายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

ดร.ประสาร กล่าวว่า โดยทั่วไปกลไกการลงทุนในตราสารหนี้นั้น มีความคล้ายคลึงกับตลาดหุ้น ซึ่งผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับราคาต้นทุนในการเข้าซื้อด้วย หากราคาพันธบัตรอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือถูกเมื่อเทียบกับต้นทุน ก็ยังคงดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนให้เข้ามาซื้อขายได้

“ตลาดบอนด์ก็คล้าย ๆ กับหุ้น แต่หุ้นมันขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อเมื่อไร ขายเมื่อไร อยู่ที่ต้นทุน เช่นเดียวกัน นักลงทุนเวลาเค้าซื้อตราสารหนี้ ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชน เค้าก็ดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ดูผลตอบแทน ซึ่งมันไม่ใช่แค่เฉพาะคูปองหน้าตั๋วใช่ไหมครับ มันมีเรื่องเราซื้อมาราคาเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ขายอย่างเดียว มีซื้อมีขาย”

‘Fitch’ มองเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ คุมหนี้สาธารณะในกรอบ

ดร.ประสาร กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น การบริหารนโยบายของรัฐบาลยังคงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ จากแผนการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังของประเทศอย่างเข้มงวด

สะท้อนจากการประเมินของ Fitch Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยขึ้นมาที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) ยืนยันถึงความเชื่อมั่นต่อสถานะทางการเงินและการคลังของประเทศ

ดร.ประสาร ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศไทยในปี 2569 สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเห็นพ้องว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ในระดับ 2% ต้น ๆ แม่ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ แต่ภาพรวมยังคงทิศทางการขยายตัว

ส่วนดอกเบี้ยนโยบาย ไทยดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับดอกเบี้ยจะพิจารณาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ได้แก่ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยในต่างประเทศ

จับมือ ‘Fitch’ สร้างเชื่อมั่นตลาดบอนด์ไทย

อีกด้านหนึ่ง ดร.ประสาร กล่าวด้วยว่า ตลาดตราสารหนี้ยืนหยัดฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายครั้งและมีการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยมูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัวจากสัดส่วนเพียง 12% ของ GDP ในปี 2540 ขึ้นมาอยู่ที่กว่า 18 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 96% ของ GDP ในปัจจุบัน

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1 ล้านบาทในยุคเริ่มต้น สู่ระดับมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อวัน เช่นเดียวกับการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 ตลาดตราสารหนี้ไทยยังทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนหลักที่แข็งแกร่งให้แก่ภาครัฐและเอกชนในการจัดหาเงินทุนเพื่อประคองเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กำลังเผชิญกับ 3 ความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญ ได้แก่

  1. การติดตามความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากกว่าเดิมจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผลักดันนักลงทุนลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงต้องหันมาวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงรุกมากขึ้น จากเดิมที่เน้นวิเคราะห์งบการเงิน ไปสู่การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงในการต่ออายุหนี้ ของผู้ออกตราสารหนี้
     
  2. การเติบโตของการเงินเพื่อความยั่งยืน ทำให้นักลงทุนต้องการทราบว่าปัจจัยด้านความยั่งยืนและ ESG จะถูกแปลความและสะท้อนออกมาเป็นความเสี่ยงทางเครดิตที่จับต้องได้อย่างไร
     
  3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization and DLT) ในการออกและชำระราคาตราสารหนี้ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มการเข้าถึง แต่ก็สร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อุตสาหกรรมต้องเรียนรู้ในการประเมิน เพื่อรักษาความโปร่งใสทางดิจิทัลของตลาด

โดยความท้าทายใหม่ทั้ง 3 ประการนี้ จำเป็นต้องคิดและดำเนินการในรูปแบบใหม่ ซึ่ง ThaiBMA ไม่สามารถแก้ไขได้ลำพัง แต่ต้องอาศัยพันธมิตรที่แข็งแกร่ง อย่าง ฟิตช์ เรตติ้งส์ เพื่อร่วมกันสร้างตลาดทุนไทยที่มีความโปร่งใส มีภูมิคุ้มกัน และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“ฟิตช์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน แต่ยังช่วยวางรากฐานโครงสร้างสถาบันทางการเงินที่สำคัญ ทั้งการกำหนดมาตรฐานราคา ตลอดจนการประเมินความน่าเชื่อถือที่เป็นอิสระ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการยกระดับความโปร่งใสให้แก่ตลาดการเงินไทยอย่างยาวนาน กว่า 25 ปี นับตั้งแต่วิกฤตปี 2540”